สรุปใจความสำคัญกลุ่ม2และกลุ่ม13

กลุ่มที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปรัชญา (ตะวันตก-ตะวันออก)

1.ความหมายของปรัชญา

1.1ความหมายของปรัชญาตามรูปศัพท์

          คำว่าปรัชญาเป็นภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Philosophy ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า Philosophia มาจากคำ Philo ซึ่งหมายถึง to love แปลว่า รัก กับ Sophia หมายถึง Wisdom แปลว่า ปัญญา ความฉลาด ความปราดเปรื่อง รวมความแล้ว หมายถึง love of Wis dom หรือความรักในความรู้นั่นเอง

          คำว่า ปรัชญา ตามความหมายในภาษาไทยนั้นเป็นคำที่พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงบัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคำภาษาอังกฤษว่า Philosophy ตรงกับภาษาบาลีว่า ปัญญา หมายถึง ความปราดเปริ่องหรือความรู้อย่างลึกซึ้ง และคำว่า ปรัชญา เป็นคำบาลีสันสกฤต มาจาก ปร หมายถึง พิเศษ ประเสริฐ กับ ชญา หทายถึง รู้ ดังนั้นคำว่าปรัชญาจึงหมายถึง ความรู้พิเศษที่ไม่มีจุดสิ้นสุดไม่มีอวสานแห่งความรู้ในสรรพสิ่งทั่วไปอันเป็นความรู้อันประเสริฐอย่างแท้จริง

1.2 ความหมายของปรัชญาตามทัศนะของนักปรัชญา

          คำว่า ปรัชญา ได้มีผู้ให้คำนิยามไว้แตกต่างกันมากมายตามทัศนะของแต่ละบุคคล ดังนี้

          วิลเลี่ยม อี ฮอกกิง (William E. Hocking)  ได้สรุปความหมายของปรัชญาไว้ว่า ปรัชญาเป็นเรื่องของเหตุผลที่กว้างขวางออกไปเท่าที่จะเป็นไปได้ ปรัชญาเป็นเรื่องที่ต้องรู้ว่าอะไรพิสูจน์ได้และพิสูจน์ไม่ได้ และปรัชญาเป็นเรื่องที่จะชี้ให้เห็นถึงขอบเขตของความรู้

          จอร์จ เอฟ เนลเลอร์ (George F. Kneller) กล่าวไว้ว่า ปรัชญาคือ แนวคิดที่เชื่อว่าดีที่สุด ซึ่งจะได้จากการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งที่จะนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของบุคคล

คริสโตเฟอร์ เจ ลูกัส (Christophre J. Lucas) อธิบายว่า ปรัชญาคือทัศนคติของบุคคลต่อชีวิตและจักรวาล เป็นกลุ่มของปัญหาและทฤษฎีในการแก้ปัญหาเหล่านั้น และเป็นความพยายามที่จะหาคำตอบจากสิ่งทั้งหมด

คาร์เตอร์ วี กู๊ด (Carter V. Good) อธิบายว่า ปรัชญา คือศาสตร์ที่มีวัตถุประสงค์ในการที่จะจัดหมวดหมู่ของความรู้ เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายข้อเท็จจริงต่างๆ ให้เข้าใจซึ่งศาสตร์เหล่านั้น ประกอบด้วย ตรรกวิทยา จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ และศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องความรู้ของมนุษย์

จำนงค์ ทองประเสริฐ ได้ให้ความหมายของปรัชญาว่า ปรัชญา คือความคิดเห็นโดยที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าพิสูจน์ได้ชัดเจนแน่นอนแล้วจะจัดว่าเป็นศาสตร์

ภิญโญ สาธร ได้ให้ความหมายของปรัชญาว่า ปรัชญา คือศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้ทั้งปวงของมนุษย์ จึงเน้นที่ปรากฏการณ์ที่เป็นจริง สัจธรรม และสุนทรียภาพที่ประกอบด้วย ตรรกวิทยา ศีลธรรม จริยธรรม ค่านิยมและพฤติกรรมของมนุษย์

2. ลักษณะของวิชาปรัชญา

          ปรัชญา เป็นวิชาที่กว้างที่สุดและเกี่ยวข้องกับการค้นคว้าทุกอย่างของมนุษย์ ไม่ว่าเป็นการค้นคว้าทุกอย่างของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าทางศีลธรรม วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ ศาสนา ประวัติศาสตร์ หรือศิลปะก็ตาม เพราะวิชาการทั้งหลายนั้นย่อมจะแตกสาขาออกไปจากปรัชญาทั้งสิ้น

3. การกำเนิดปรัชญา

          บ่อเกิดของปรัชญาแต่ละยุคนั้นไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพราะภาวการณ์ที่นักคิดมีประสบการณ์ในแต่ละยุคนั้นแตกต่างกัน

          1.ปรัชญาสมัยโบราณ หรือยุคปรัชญากรีซ อันเป็นยุคเริ่มต้นของปรัชญาตะวันตก บ่อเกิดของปรัชญาคือ ความประหลาดใจและความอยากรู้อยากเห็น เช่น ธาเลส บิดาของปรัชญาตะวันตกมีความประหลาดใจต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จึงเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ธรรมชาติอันแท้จริงของโลกนี้ คืออะไร มันกลายมาเป็นโลกอย่างที่เราเห็นได้อย่างไร จึงพยายามคิดค้นหาคำตอบว่าจักรวาลหรือเอกภพนี้มาจากน้ำและนักคิดคนต่อๆมาก็พยายามคิดและได้คำตอบต่างๆกัน

          2.ปรัชญาสมัยกลาง เกิดจากการนำเอาปรัชญากรีกมาผสมผสานกับคำสอนในศาสนา นักคิดส่วนมากในยุคนี้เป็นนักบวชในคริสตศาสนาสำนักต่างๆ ซึ่งได้พยายามสร้างปรัชญาขึ้นมาเพื่อรับใช้และปกป้องศาสนา โดยการนำอาปรัชญากรีกโบราณมาอธิบายศาสนาหรือเอามาตีความใหม่ให้เข้ากับวัตถุประสงค์ของศาสนา ปรัชญาในยุคนี้จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างความคิดทางปรัชญากับความคิดทางศาสนา

          3.ปรัชญาสมัยใหม่ เริ่มต้นจากการสงสัย เรเน เดคาร์ต ผู้ให้กำเนิดปรัชญาสมัยใหม่ เริ่มคิดปรัชญาของเขาด้วยความสงสัย คือ เขาคิดว่าประสบการณ์การคิดหาเหตุผล ล้วนเป็นสิ่งที่น่าสงสัย เขาถือว่าการสงสัยคือการคิด การคิดคือการมีอยู่เพราะฉะนั้น เคดาร์ต จึงสรุปว่า ข้าพเจ้าคิด เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมีอยู่ ฉะนั้นความมีอยู่ของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าสงสัย เคดาร์ตจึงเริ่มปรัชญาของเขาด้วยการสงสัยทั่วไป

          4.ปรัชญาสมัยปัจจุบัน เกิดจากการวิจารณ์ปรัชญาสมัยปัจจุบันส่วนมากคัดค้านอภิปรัชญา แต่เน้นหนักในทางการวิเคราะห์ภาษา ในขณะเดียวกันมีความสงสัยไม่แน่ใจต่อการสร้างระบบปรัชญาด้วย ปรัชญาปัจจุบันเน้นการศึ กษาเพื่อแสวงหาความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของชีวิต ความหมาย และจุดมุ่งหมายปลายทางของชีวิตเป็นสำคัญ

4.ประโยชน์ของวิชาปรัชญา

             วิชาปรัชญามีอิทธิพลต่อการชีวิตมนุษย์ทั้งในฐานะส่วนตัวและสังคม ดังนั้นเมื่อเราศึกษาวิชาปรัชญาแล้วจะเห็นได้ว่าปรัชญานั้นมีประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์และสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้

1.ปรัชญาประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ส่วนบุคคล

            การศึกษาวิชาปรัชญานั้นจะทำให้เราสามารถมองปัญหาต่างๆได้ดี  ในขณะเดียวกันเราสามารถกำหนดแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตของตนเองได้ นั่นคือเราได้ตั้งจุดหมายแห่งชีวิตของตนเพื่อเพื่อเดินไปสู่จุดมุ่งหมายจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

2.ปรัชญามีประโยชน์ติอมนุษย์ในการกำหนดพฤติกรรมต่อคนอื่น

            การศึกษาวิชาปรัชญาจะทำให้เราสามารถทราบเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลในสังคมได้ดีและในขณะเดียวกันเราก็จะรู้จักการกำหนดแนวทางที่พึงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ในสังคมนั้นๆ

3.ปรัชญามีประโยชน์ต่อชีวิตในสังคม

           การศึกษาวิชาปรัชญาจะทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆทางสังคมได้ดี เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม วิชาปรัชญาจะบอกถึงหน้าที่ที่มนุษย์ในสังคมพึงกระทำต่อกันและชี้ถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่สังคมนั้นๆจะพึงมีต่อสังคมอื่นๆ

4.ปรัชญามีประโยชน์ต่อการเมือง

            การศึกษาวิชาปรัชญาโดยเฉพาะปรัชญาทางการเมืองจะทำให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบการปกครองต่างๆได้ดีและสามารถกำหนดแนวทางของการมีส่วนร่วมในด้านการเมืองของตน

5.ปรัชญามีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ

          เราทุกคนต้องจะหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพของตนเอง การศึกษาวิชาปรัชญาจะทำให้เรากำหนดแนวทางได้ว่าเราทำงานที่มีลักษณะอย่างไร และหารายไดอย่างไรจึงจะมีความสุขในขณะเดียวกันปรัชญาจะชี้ให้เรากำหนดได้ว่าจากรายได้ของเรานั้น   เราควรจะใช้จ่ายอย่างไรจึงจะเหมาะแก่การดำเนินชีวิตของตน

6.ปรัชญามีประโยชน์ต่อวัฒนธรรม

            ปรัชญาของนักปรัชญาเมธีชาติหนึ่งๆ ย่อมจะเป็นข้อบ่งชี้ถึงความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมองชาตินั้นๆด้วยปรัชญาจึงมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมในทุกๆด้าน อาร์ซี  เจ  บาย กล่าวไว้ว่า “ถ้าไม่มีปรัชญา ก็อาจจะไม่มีอารยธรรมได้ ฯลฯ” ความเจริญก้าวหน้าทางปรัชญาจะเป็นเครื่องแสดงความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมให้ปรากฏและเมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมให้ปรากฏและเมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วจะก่อให้เกิดความยินดีและความภาคภูมิใจในชาติของตน

7.ปรัชญามีประโยชน์ต่อการศึกษาและเกิดวิชาความรู้

 การศึกษาวิชาปรัชญา นอกจากจะทำให้เราเข้าใจถึงเนื้อหาของปรัชญานั้นๆ แล้วยังทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ต่างๆ ไว้ในตัวปรัชญาเอง เมื่อเข้าใจถึงปรัชญาจะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงสาระสำคัญของศาสตร์อื่นๆบางส่วนด้วย มีผู้กล่าวว่า “ ถ้าไม่มีปรัชญาแล้วศาสตร์อื่นๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ 

5.ขอบข่ายของปรัชญา

วิชาปรัชญาเป็นวิชาที่มีขอบข่ายกว้างขวางมากได้มีผุ้รู้และผู้ศึกษาปรัชญาอย่างลึกซึ่งได้กำหนดขอบข่ายของปรัชญาไว้หลายชนิด และแตกต่างกันออกไปในสมัยปัจจุบัน ปรัชญาตะวันตกแบ่งออกเป็นสาขาใหญ่ๆ 5 ด้วยกัน คือ

          1.อภิปรัชญา (Metaphysics)  ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวข้องกับปัญหาทั่วๆไปในเรื่องสัจธรรม มนุษย์ โลก และพระเจ้า  อภิปรัชญานั้นศึกษา 3 ด้าน ดังนี้

              (1).อภิปรัชญาว่าด้วยธรรมชาติ เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกันสสาร กาล อวกาศ ชีวิต วิวัฒนาการ ระบบจักรกลของเอกภพและความเป็นเหตุเป็นผล

             (2).อภิปรัชญาด้วยจิตวิญญาณ เป็นการสืบค้นถึงกำเนิด วิญญาณ จุดหมายปลายทาง และความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตวิญญาณ

             (3).อภิปรัชญาว่าด้วยพระเจ้า ศึกษาถึงธรรมชาติ  และคุณลักษณะของพระเจ้าความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับวิญญาณทั้งปวง

             นอกจากนี้อภิปรัชญายังถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภววิทยา(Ontology)ทฤษฎีที่ว่าด้วยความมีอยู่ พยายามสืบค้นหาความมีอยู่จริงของสรรพสิ่ง

          2.ญาณวิทยา (Epistemology)  หรือศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้ ศึกษาค้นคว้าถึงธรรมชาติแห่งความรู้ของมนุษย์ ความรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไร และความรู้นี้จะสามารถเข้าถึงสัจธรรมหรือไม่เพียงไร

          3.ตรรกศาสตร์ (Logic)  ศึกษาเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในการใช้เหตุผลที่สมบูรณ์ และปัญหาอื่นๆที่สมารถสรุปได้ด้วยเหตุผล

4.จริยศาสตร์ (Ethics)  ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปัญหาทางศีลธรรมหามาตรฐานในการตัดสินความถูกและผิดซึ่งเกี่ยวกับความประพฤติของมนุษย์และจุดมุ่งหมายอันประเสริฐสุดของชีวิตและศึกษาปัญหาสำคัญอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบศีลธรรม เช่น ระบบศีลธรรมเป็นอย่างไร เป็นต้น

5. สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics)  ศาสตร์ว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับความงามและการตัดสินคุณค่าของความงามความงามเกิดจากจิตหรือเกิดจากวัตถุ นอกจากนั้นเราเรียกทฤษฎีที่ว่าด้วยคุณค่าว่า “คุณวิทยา” หรือ “อรรฆศาสตร์” (Axiology)   ซึ่งเป็นศาสตร์ที่แยกไปกล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับคุณค่า (Values) และการตัดสินใจคุณค่า

6.ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากับศาสตร์ต่างๆ

       ปรัชญากับเทววิทยา

 เทววิทยาเป็นศาสตร์ของศาสนาสายหนึ่งที่มุ่งศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับสภาวะของพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์และเอกภพทั้งหมด ปรัชญาอภิปรัชญายอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง พระผู้เป็นเจ้าในลักษณะของเทววิทยานั้นเป็นผู้สร้าง และทำลายโลก แนวคิดความเชื่อของฮินดู ยิว คริสเตียน

       ปรัชญากับศาสนา

ปรัชญาอยู่บนพื้นฐานทางศาสนา นักปรัชญาเมธีตะวันออกเป็นทั้งนักปรัชญาและผู้ก่อตั้งศาสนาในขณะเดียวกัน ดั่งนั้นเมื่อจะสอนคนอื่นจึงจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างตามหลักธรรมคำสอนของตนเองด้วย ความจริงทางปรัชญาจึงสัมพันธ์กับความจริงทางศาสนาและทั้งสองนี้มีผลเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

       ปรัชญากับวิทยาศาสตร์

          ปรัชญาเป็นแนวคิดพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ปรัชญากับวิทยาศาสตร์ในบางส่วนศึกษาในเรื่องเดียวกัน เช่น สสาร เป็นความรู้ที่มีเหตุผล และเป็นระบบกล่าคือปรัชญานำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาจัดระเบียบให้เป็นระบบ เพื่อหาเหตุผลตามหลักตรรกวิทยา ส่วนวิทยาศาสตร์อาศัยปรัชญาเพื่อพิสูจน์ความสมเหตุสมผลของสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์

7. วิวัฒนาการของปรัชญา

       7.1 ปรัชญาตะวันออก

 ปรัชญาตะวันออกเกิดขึ้นมาในความเป็นศาสนา ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแทบจะแยกไม่ได้  โดยศาสนานั้นมีรากเหง้ามาจากความเชื่อ ความศรัทธาที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนหรือเนื้อหาของศาสนานั้น ๆ  นำไปสู่พิธีกรรมต่างๆที่มุ่งสู่มรรคผล โดยปรัชญานั้นประกอบแนบแน่นกันกับศาสนาในตัวของความรู้  และวิธีการได้มาซึ่งความรู้

            ในที่นี้จะกล่าวโดยสังเขปถึงรายละเอียดปรัชญาตะวันออกของแต่ละลัทธิหรือศาสนา อันได้แก่ ปรัชญาจีน ปรัชญาเซน และ ศาสนาฮินดูดังนี้

            1.ปรัชญาจีน   หลักของปรัชญาจีนแต่นั้นเดิมบูชาเทพเจ้า ต่อมามีประชากรจำนวนมากขึ้น มีสังคม

ความเป็นอยู่ที่ต้องแบ่งปันทรัพยากรกันมากขึ้น  เกิดปัญหาการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทำให้เกิดนักคิดขึ้นมาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาสังคม ที่เด่นชัดและเป็นแนวทางปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันได้แก่

    1.1  ลัทธิขงจื้อ เน้นความมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการปกครองที่ดีของสังคม แต่ก็ยังมีบางส่วนที่แสดงถึงความเคร่งครัดจนเกินไป ซึ่งการเกิดลัทธินี้ก็เพื่อให้ประชาชนทั้งหมดอยู่กันอย่างสงบสุข

    1.2  ลัทธิเต๋า เน้นความเป็นธรรมชาติ  ความเป็นจริง ละวางตัวฉัน ของฉัน การนิ่ง สงบ การปกครองไม่ต้องใช้กฎหมาย ถือว่าการบังคับจะทำให้เกิดความเสื่อมทางจริยธรรม

โดยสรุปแล้วทั้งสองปรัชญาเกิดขึ้นในราชวงค์เดียวกัน มองปัญหาไม่แยกส่วน เกิดเนื่องจากปัญหาความไม่สงบสุขของประชาชน จากการปกครองที่มีความเลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม โดยการแย่งชิง  การใช้อำนาจ อย่างเห็นแก่ตัว  แต่ทั้งสองลัทธิมีแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทำให้ลูกศิษย์ของแต่ละสำนักเกิดข้อโต้แย้งกันอยู่เนืองๆ  แต่ที่แสดงออกอย่างชัดเจนของ 2 ลัทธินี้ก็คือ ลดความวุ่นวายต่างๆ จากการยกระดับของจิตใจ ทำให้เกิดความสงบของจิตใจของตนเองเสียก่อน  คือการสร้างความสงบในใจ นั่นเอง

 2.ปรัชญาเซนหมายรวมถึง ผู้ชนะ ความใคร่ ความเกลียด การบรรลุความหลุดพ้น   เซนยอมรับแหล่ง

การเกิดความรู้จาก 3 แหล่งคือ ประจักษ์ อนุมาน และ ศัพทประมาณ  เป็นการส่งผ่านลัทธิหรือความเชื่อ นำไปสู่สิ่งที่เขาเรียกกันว่า Satori  ความสงบของจิตใจ หรือความหลุดพ้นนั่นเอง ซึ่งมีหลายนิกาย หลายสำนัก เช่น สำนักรินไซ มีวิธีการคิดอย่างไตร่ตรองลึกซึ้งเรียกว่า โกอาน (Koan) ส่วนสำนักโซะโตะ มีวิธีการนั่งบำเพ็ญสมาธิเรียกกว่า  ซาเซ็น (Zazen) บางนิกายก็มีความเชื่อในเรื่องวิญญาณ ชีวะมีอยู่ในทุกตัวตน และมีความเชื่อในเรื่องเป็นชายเท่านั้นที่จะบรรลุได้ และสตรีไม่สามารถบรรลุได้

       โดยสรุปปรัชญาเซน ยอมรับในการมีอยู่ของวิญญาณ ยึดหลักการไม่เบียดเบียน ผสมผสาน

การถ่ายทอดนักคิดเพื่อให้เกิด ความสงบของจิตใจ  หรือความหลุดพ้น

            3.ศาสนาฮินดู   เป็นเทวนิยมการนับถือพระเจ้า  เริ่มต้นมาจากการพยายามอธิบายสิ่งที่เป็นไปจากการเกิด

เหตุการณ์ทางธรรมชาติ โดยการบูชาสิ่งที่เป็นสมมุติ  คือการเคารพนับถือพระเจ้า ที่ทำให้เกิด    ทำให้ทำลาย และการปกป้อง  โดยหาพิธีกรรมต่างมาบวงสรวงพระเจ้าอันได้แก่ พระพรหมเป็นพระผู้สร้าง พระศิวะเป็นผู้ทำลาย และพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นผู้ปกป้อง  

            โดยสรุปการเกิดศาสนาฮินดูขึ้นมา เกิดจากอารยธรรมกลุ่มแม่น้ำสินธุ  ซึ่งมีทั้งนับถือเทพเจ้า และไม่นิยมรูปเคารพ มีคัมภีร์พระเวท เป็นเทพโองการเปิดเผยแก่มนุษย์ มีเป้าหมายเพื่อ การแสวงหาความรู้และความสุข ผ่านการปฏิบัติทางพิธีกรรมต่างๆ 

จากปรัชญาตะวันออกที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับศาสนานั้น พบว่า มีฐานคิดจากความต้องการความสงบในจิตใจเพื่อยกระดับให้จิตใจมีความสูงส่ง หลุดพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวง  เน้นในเรื่องการที่คนจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขร่มเย็น ก็ด้วยความเป็นไปตามธรรมชาติ โดยการยอมรับจากภายใน ไม่มองอย่างแยกส่วนเพราะทุก ๆ ส่วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน แล้วสามารถแสดงออกภายนอกได้อย่างสมดุล สามารถอยู่ร่วมกันในครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศได้อย่างสงบสุข

7.2 ปรัชญาตะวันตก

ปรัชญาตะวันตก หมายถึง แนวความคิด หลักการ ความรู้ทางปรัชญาที่เกิดขึ้นในซีกโลกตะวันตกทั้งหมด  ซึ่งนักปรัชญาเมธีเชื่อชาตินั้นๆ ทางซีกโลกตะวันตกได้คิดค้นขึ้น  ก่อให้เกิดขึ้นหรือตั้งสำนักขึ้น  โดยปกติแล้วมักจะถือกันว่า  ปรัชญาตะวันตกเริ่มก่อตัวขึ้นประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตศักราช และเมื่อเกิดขึ้นก็ได้มีความเจริญ  วิวัฒนาการทางด้านความรู้  ความคิดเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

        ปรัชญาตะวันตกแบ่งยุคได้ดังนี้

            1.ปรัชญาตะวันตก ยุคโบราณ  จากการศึกษาย้อนหลัง ไปอย่างน้อยที่สุดในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตศักราชต่อเนื่องกันมจนถึงปัจจุบันต้องถือว่านักปรัชญาคนแรกของกรีซ คือ ธาเลส  เหตุผลที่ส่งให้เป็นปรัชญาคนแรกของกรีก ก็เพราะว่าเป็นคนแรกที่อธิบายเรื่อง จุดกำเนิดของโลกโดยใช้เหตุผลตามธรรมชาติ ไม่มีเรื่องของเทววิทยาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยธาเลส กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากน้ำ ซึ่งเป็นคำอธิบายที่วางพื้นฐานอยู่ที่การค้นหาซากสัตว์ทะเล กลายเป็นหิน  ที่เขาค้นพบในบริเวณพื้นดินอยู่ห่างจากฝั่งทะเลมาก  การที่ธาเลสให้คำอธิบายเรื่องจุดกำเนิดโลกโดยไม่มีเทววิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยนั้น  สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า โลกที่เขาอยู่ตั้งอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลของเอเชียไมเน่อร์   ห้อมล้อมด้วยประชาชนหลายชาติ  ซึ่งอารยธรรมสูงกว่าของกรีซ ชาติต่างๆ เหล่านั้นมีคำอธิบายในปัญหาเรื่องจุดกำเนิดของโลกทางเทววิทยา  แตกต่างไปจากคำอธิบายของชาวกรีซในสมัยนั้น  ลูกศิษย์ของธาเลสผู้สร้างทฤษฎีต่อจากเขาคือ อแนกซิแมนเดอร์ แห่งไมเลตุส เป็นผู้พยายามให้คำอธิบายเรื่องจุดกำเนิดและพัฒนาการของโลกอย่างละเอียด  ทฤษฎีของ อแนกซิแมนเดอร์ กล่าวว่าโลกพัฒนามาจากอไพรอน  ซึ่งมีสภาวะเป็นทั้งอนันต์ และนิรันดร  อแนกซิแมนเดอร์สร้างทฤษฎีพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก  ทฤษฎีของอแนกซิแมนเดอร์ กล่าวว่า “ชีวิตมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความชื้นและมีจุดกำเนิดอยู่ในท้องทะเล”  นักปรัชญาสื่อต่อจากอแนกซิแมนเดอร์ คือ อแนกซิมีนิส  กล่าวว่า อากาศ คือ จุดกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างและยังกล่าวต่อไปอีกว่า  มีสสารชนิดหนึ่งเกิดขึ้นนอากาศเพราะการกลั่นตัวโนวิธีนี้สิ่งที่ธาเลสถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นกลายเป็นกฎพื้นฐาน  ซึ่งยังคงมีความสำคัญอยู่อย่างเดิมของพัฒนาการของชีวิต  และพื้นฐานลึกลงไป  จึงมีกฎอนุรักษ์คือ  “กฎดำรงไว้ของสสาร แรง และพลังงาน”  ว่าไม่มีการสูญหายไปจากโลกนี้ และกลายเป็นกฎขั้นพื้นฐานในการพัฒนา วิชาฟิสิกส์ในเวลาต่อมา  นอกจากนักปรัชญาดังกล่าวแล้ว ยังมีนักปรัชญาคนอื่นๆ อีกหลายท่านซึ่งมีทัศนะแตกต่างกันไป เช่น  เฮราคลีตุส  กล่าวว่า  ปฐมธาตุควรเป็นไฟมากกว่า  เพราะไปเป็นพลังงานในตัวเอง จะแปรสภาพตัวเองเป็นอะไรก็ได้และความจริงก็แปรสภาพตัวเองอยู่ตลอดเวลา  ปาร์เมนีเด็ส แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายล้วนแต่เป็นมายา  มิได้มีจริง  สภาพอันแท้จริงของสิ่งทั้งปวงคือ การอยู่นิ่งและธาตุแท้หรือปฐมธาตุของสิ่งทั้งปวงคือ  ดิน   เอ็มเปโดเคลส์  ได้นำความคิดของทุกฝ่ายมารวมเข้าด้วยกันและมีทัศนะว่าปฐมธาตุมี 4 อย่าง  คือ  ดิน  น้ำ  อากาศ และไฟ  สิ่งต่างๆ ทั้งหลายเกิดจากการรวมตัวของธาตุ 4 ในอัตราส่วนต่างๆ กัน และการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการเปลี่ยนอัตราส่วน  สำหรับอแนกซากอรัส เป็นนักปรัชญาคนแรกที่สนใจศึกษาเรื่องของจิต  เขาแบ่งแยกและบ่งชัดถึงความแตกต่างระหว่างสสารและจิต และแยกจิตและสสารออกจากกันอย่างเด้ดขาดเป็นการยอมรับว่า  สิ่งแท้จริงมีอยู่ 2 อย่างคือ  สสารและจิต  ทำให้ปรัชญาของเขากลายเป็นทวิวาท จากการที่เขาทำเรื่องของจิตเข้ามาสู่ระบบปรัชญานี้เองทำให้นักปรัชญายุคหลังได้สนใจศึกษาสภาพของจิตของมนุษย์อย่างกว้างขวาง  และมนุษย์กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาและความสนใจ

         2.ปรัชญาตะวันตกยุคกลาง   ปรัชญาตะวันตกยุคกลางหรือสมัยกลางเป็นลักษณะของปรัชญาที่ประนีประนอมคริสต์ศาสนากับปนัชญากรีก  ในครึ่งแรกแห่งยุคก็ประนีประนอมโดยใช้ปรัชญาของเพลโตอธิบายคำสอนแนวคิดศาสนา  ได้ชื่อลัทธิว่า  ปรัชญาปิตาจารย์  หรือลัทธิปิตาจารย์นิยม  ในครึ่งหลังแห่งยุค  นักปรัชญาหันมานิยมใช้ปรัชญาของอริสโตเติลอธิบาย  ได้ชื่อลัทธิว่า ปรัชญาอัสมาจารย์  หรือลัทธิอัสมาจารย์นิยม  ครึ่งหลังนี้มีการพยายามใช้ตรรกวิทยาสร้างระบบความคิดกันอย่างจริงจัง

กลุ่มลัทธิปรัชญาที่สำคัญในสมัยกลาง ได้แก่

– ปรัชญาปิตาจารย์  มีระยะเวลาถึงคริสต์ศตวรรษ ที่ 8  นักปรัชญาสมัยนี้เป็นพระนักบุญที่ประชาชนนับถือว่าเป็น ท่านพ่อ  ซึ่งได้พยายามนำเอาหลักปรัชญากรีกมาอธิบายตามหลักศาสนาเพื่อสนับสนุนความเชื่อถือเทวนิยมในศาสนาคริสต์ เซนต์ ออกัสติน   เป็นนักปรัชญาคนสำคัญ

-ปรัชญาอัสมาจารย์  อยู่ในระยะเวลาคริสต์ศตวรรษ ที่ 9-15  นักปรัชญากลุ่มนี้ล้วนเป็นนักบวชคนสำคัญ  เช่น  เซนต์ โธมัส  อโควนัส  ส่วนใหญ่เป็นการใช้ปรัชญาอริสโตเติลอธิบายศาสนาคริสต์ตามหลักเหตุผล

-ปรัชญาอิสลาม  อยู่ในระหว่างเวลาคริสต์ศตวรรษ ที่ 10 -11   มีลักษณะเป็นการนำเอาปรัชญาเพลโตและอริสโตเติลมาอธิบายหลักศาสนาอิสลาม  นักปรัชญาที่สำคัญ ได้แก่  อิบเบิน  ซีนา  หรือ อวีเซนนา   อิบเบิน รูชด์  หรือ อเวอร์โรเอส

            3.ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่  ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ (ค.ศ. 1600 –1700 ) เริ่มขึ้นด้วยการคัดค้านแนวความคิดทางปรัชญาของสมัยกลางที่เน้นหนักในเรื่องศรัทธาในพระเจ้าของศาสนาคริสต์ ที่มุ่งการประนีประนอม  ความเชื่อหรือศรัทธาในคริสต์ศาสนา  ซึ่งในตอนนั้นได้พยายามเอาปรัชญาของเพลโตมาอธิบายคำสอนศาสนาคริสต์  และต่อมาได้นำเอาปรัชญาของอริสโตเติลมาอธิบายคำสอนของศาสนาคริสต์  เช่นเดียวกัน ยุคกลางตอนต้นนำโดยเซนต์ ออสติน และต่อมานำโดยเซนต์ โธมัส  อำควนัส  ตามลำดับ  เรื่องที่นักปรัชญาสมัยใหม่สนใจก็คือ  วิธีหาความจริงตามแบบตรรกวิทยา และระบบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ วิวัฒนาการเริ่มจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาโดยพระเจ้าชาร์ลมาลย์  นักปรัชญาต่างๆ เช่น  กาลิเลโอ  เบคน  และ เดการ์ต  เป็นต้น   ได้หยิบยกปัญหาใหม่ที่ควรได้ตอบโดยวิธีการทางตรรกวิทยา  และวิธีการทางวิทยาศาสตร์  นักปรัชญาในสมัยนี้ได้ย้ำเป็นพิเศษในเรื่องประสบการณ์  และความสมบูรณ์ของวิชาคณิตศาสตร์  ซึ่งปัญหาทั้งสองนี้นักปรัชญาในสมัยกลางได้มองข้ามไป  ระบบแนวความคิดแบบวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการอาศัยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเป็นหลักในการตัดสินแบบวิทยาศาสตร์  เป็นวิธีการอาศัยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเป็นหลักในการตัดสินความรู้ระบบนี้ เรื่องว่า  ประสบการณ์นิยม   มีจอห์น  ลอค   จอร์จ บาร์คลีย์   เดวิด  ฮิวม์   เป็นผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้  ส่วนแนวความคิดระบบคณิตศาสตร์เป็นวิธีที่จะหาความจริงได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ  และแน่นอน กว่าของฝ่ายประสบการณ์นิยม  เพราะวิธีการของคณิตศาสตร์สามารถดำเนินไปเป็นชั้นๆ อย่างมีเหตุผล  จากง่ายไปหายาก ให้ความจริงสากลระบบนี้เรียกว่า   เหตุผลนิยม   มี เดการ์ต  เป็นผู้นำ สปิโนชา  ไลบ์นิช  เป็นผู้สนับสนุน  ต่อมา  อิมมานูเอ็ล  ค้านท์  ได้ค้นพบข้อบกพร่องของปรัชญาทั้งสอง (แบบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) จึงวางแนวความคิดใหม่  โดยพยายามประนีประนอมปรัชญาทั้งสองสาย โดยชี้ให้เป็นความบกพร่องของวิธีการทั้งสองสายและประสานปรัชญาทั้งสองนั้นเข้าด้วยกันอย่างมีเหตุผล

            4. ปรัชญาตะวันตกสมัยปัจจุบัน  ปรัชญาตะวันตก  สมัยปัจจุบันเริ่มต้นหลังจากปีที่ ค้านท์สิ้นชีวิต  เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าแนวความคิดของค้านท์มีอิทธิพลต่อนักปรัชญาสมัยนี้มาก  แทบทุกคนจะเชื่อทฤษฎีของค้านท์ที่ว่าสมรรถภาพในการคิดของทุกคนมีกลไกคล้ายคลึงกัน  จึงได้รับความรู้คล้ายๆกัน แต่นักปรัชญาส่วนใหญ่ไม่ยอมรับโครงสร้างของกลไกการรับรู้ของค้านท์  พวกเขาเห็นพ้องกันว่ากลไกการรับรู้ซับซ้อนยิ่งกว่านันจึงได้พยายามอธิบายเรื่องนี้ต่างๆ นานา  เรียกลัทธิเหล่านี้ว่า  ลัทธิค้านท์ใหม่  ซึ่งต่างก็ขบคิดปัญหาสำคัญประการหนึ่งว่า  สมองของคนเราทำกิริยาอย่างไรในขณะที่เรากำลังคิด  ผลแห่งความพยายามดังกล่าวทำให้เกิดลัทธิปรัชญาขึ้นมาอีกมากมาย มีลักษณะแตกต่างกันเป็นกลุ่มๆ เช่น

              1. อัชฌัตติกญาณนิยม  เชื่อว่าความรู้ที่ได้รับประสาทสัมผัสและจากการคิดหาเหตุผลนั้นไม่ถูกต้องเที่ยงตรงเสมอไป  ความรู้ที่เกิดจากการหยั่งรู้เป็นความรู้ที่ แน่นอน อัชฌัตติกญาณ เป้นสิ่งเดียวกับเหตุผลเชิงปฏิบัติของค้านท์ ซึ่งจะต้องได้รับการฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบจึงจะใช้การได้  คือ สามารถมองเห็นความเป็นจริงได้  ลัทธินี้ยังมีกลุ่มย่อย คือ

                1.1  จิตนิยมแบบเยอรมัน  เอเกล ได้รับการยกย่องว่า  เป็นนักปรัชญาในด้านนี้ดีที่สุด  เขาเห็นว่าถ้าคนเราได้ฝึกฝนอัชฌัตติกญาณจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว  ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งว่าสิ่งที่แท้จริงเดิมคือจิต  ภายหลังลัทธิได้รับการพัฒนาเป็นลัทธิเฮเกลใหม่อีกหลายสาขา  เช่น  จิตนิยมแบบอังกฤษ  แบบฝรั่งเศส  แบบอิลาลี  และแบบอเมริกัน เป็นต้น

                1.2   ชีวิตนิยม  ถือว่าอัชฌัตติกญาณขั้นสูงสุดทำให้คนเราเข้าใจสิ่งที่แท้จริงได้ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้มีชีวิต  นักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่  แบร์กซอง

                1.3  สสารนิยมและปฏิพัฒนา   ถือว่าถ้าฝึกฝนอัชฌัตติกญาณให้ถึงขั้นสูงสุดก็จะเข้าใจความแท้จริงว่าสสารเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง  นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่  มาร์กซ์

             2.  ปฏิบัตินิยม  ลัทธินี้ยึดถือว่าปัจจุบันสำคัญกว่าอนาคต สิ่งที่ปฏิบัติแล้วได้ผลดีถือว่าถูกต้อง  ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ดีก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นนักปรัชญาคนสำคัญ เช่น วิลเลียม เจมส์  จอห์น ดิวอี้

            3.  ปฏิฐานนิยม  ลัทธินี้ยึดสิ่งที่เป็นความจริงคือ  สิ่งที่เรารู้ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ความรู้ทางศาสนาและปรัชญาเป็นสิ่งไม่จริง  นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่  กองต์

            4.  ปฏิฐานนิยมใหม่   ลัทธินี้ยึดถือสิ่งที่สามารถทดสอถือว่าเป็นจริงสามารถทดสอบได้ด้วยวิธีการทางฟิสิกส์ถือว่าเป็นจริง นักปรัชญาคนสำคัญ  คือชลิก

            5.  อัตถิภาวนิยม  ลัทธินี้ยึดถือมนุษย์ว่ามีเสรีภาพที่จะคิดอะไรได้โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอะไรเลย  นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่  ชาร์ตร์   ไฮเด็กเกอร์

            6.  สัจนิยมใหม่    ลัทธินี้ยึดถือว่าปัจจุบันมนุษย์ไม่ประจักษ์ชัดว่ากลไกของสมองทำงานอย่างไร  จึงยังไม่แน่ใจว่าความรู้จากประสาทสัมผัสกับการคิดหาเหตุผลอันไหนถูกต้อง  ฉะนั้นควรยึดหลักผสมผสานระหว่างประสาทสัมผัสกับการคิดหาเหตุผลไปก่อน นั้นก็คือหลักของทฤษฎีอนุมานนิยมของค้านท์นั่นเอง  นักปรัชญาคนสำคัญ คือ มัวร์   รัสเซล    เป็นต้น

            7.อัสมาจารย์นิยมใหม่  ลัทธินี้ยึดถือปรัชญาอัสมาจารย์สมัยกลางหลอมแนวคิดปรัชญาทั้งทางตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน  เป็นปรัชญาใหม่ที่สมบูรณ์ที่สุด เรียกว่า  ปรัชญาสากล  นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่  มารีแตง

            8.ปรัชญาวิเคราะห์  ลัทธินี้ยึดถือว่าความขัดแย้งในเรื่องทัศนะทางปรัชญาโบราณ  ซึ่งเกิดจากความบกพร่องในด้านภาษาที่ใช้  กับความบกพร่องในด้านกระบวนการดำเนินเหตุผล  ถ้าขจัดปัญหา /  2 ประการนี้ ความยุ่งยากในแวดวงปรัชญาก็จะหมดไป นักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่  วิตเกน  สไตน์      

ดังนั้น  ความเชื่อของมนุษย์เมื่อประมาณ สองพันกว่าปีมานี้  เริ่มหันเหความคิดออกจากเรื่องพระเจ้าสร้างสิ่งต่างๆ  โดยตั้งสมมติฐานใหม่ว่า สรรพสิ่งในโลกเกิดจาก ดิน  น้ำ  ลม ไฟ  อากาศ  ปรมาณู  เป็นต้น  ลักษณะแนวความคิดทำนองนี้คือจุดเริ่มต้นของปรัชญาแนวคิดสมัยแรก และได้มีการพัฒนาแนวคิดทางปรัชญานี้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน  และก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ  จากการพัฒนาแนวคิดของปรัชญานี้ทำให้แนวความคิดแยกออกเป็น  2  ลักษณะ  คือ  จิตนิยม กับ  วัตถุนิยม และเห็นว่าความแท้จริงมีนามธรรมกับรูปธรรม  นามธรรมสัมผัสได้ด้วยจิตหรือความคิด เท่านั้น  ส่วนรูปธรรมจะสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสสารที่มีตัวตน

        8.นักปรัชญา

8.1นักปรัชญาตะวันตก

            -ธาเลส (Thales)   ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก ธาเลสเป็นคนแรกที่คำนวณหาความสูงของพีระมิดในอียิปต์โดยใช้เงา เขาได้ทำนายว่าจะเกิดสุริยคราสล่วงหน้าซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 42 ปี รู้จักพิสูจน์ทฤษฎีบททางเรขาคณิต เช่น เส้นผ่านศูนย์กลางจะแบ่งครึ่งวงกลม มุมที่ฐานของรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วเท่ากัน และมุมในครึ่งวงกลมเป็นมุมฉาก เป็นต้น

 ทฤษฏีของธาเลส

            น้ำเป็นสิ่งที่เห็นได้ จับต้องได้ แต่เป็นอนันต์หรือไม่มีค่าจำกัด ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ขึ้นกับการสังเกตและการทดลองและผลิตผลลัพธ์  ปรัชญาขึ้นกับเหตุผลและไม่ผลิตผลลัพธ์

            -เพลโต ( Plato) (ประมาณปี 427-347 ก่อนสากลศักราช) เป็นนักปรัชญากรีก.เพลโต​ได้​รับ​อิทธิพล​อย่าง​มาก​จาก​แนว​คิด​ของ​โสกราตีส นัก​ปรัชญา​ผู้​มี​ชื่อเสียง​และ​เหล่า​ศิษย์​ของ​พีทากอรัส​ผู้​เป็น​นัก​คณิตศาสตร์​และ​นัก​ปรัชญา​กรีก

          แนวความคิดของเพลโต จะมีความเชื่อมั่นในเรื่องคุณธรรม และจริยธรรมเหมือนโสกราตีส ช่วงวัยกลางคน เพลโตเขียนมหาคัมภีร์ทางรัฐศาสตร์ชื่อ “The Republic” หรือ “อุตมรัฐ“ (อุ-ตะ-มะ-รัด) หรือรัฐในอุดมคติ คือลักษณะของรัฐที่ดีที่จะทำให้คนมีความสุข ซึ่งเพลโตต้องการให้มีขึ้น โดยมีแนวความคิดที่สำคัญ ดังนี้

       1. อุตมรัฐ (The Republic)

           1.1 อำนาจและความยุติธรรม : เพลโตมีทรรศนะว่าอำนาจนั้นจะชอบธรรมต่อเมื่อมีประชาชนผู้อยู่ใต้อำนาจนั้น ยินดีปฏิบัติตามด้วยความสมัครใจ

          1.2 การปกครองเป็นศิลปะ : เพลโตจึงเห็นว่าการปกครองเป็นศิลปะที่สำคัญที่จะทำให้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งจะทำให้การปกครองนั้นเป็นไปโดยราบรื่น

          1.3 ธาตุแท้ของบุคคลในสังคม : เพลโตเห็นว่ามนุษย์มีความแตกต่างกันตามธรรมชาติมาตั้งแต่กำเนิด

       2. นิติรัฐ (Laws) รัฐแห่งกฎหมาย

          2.1 เพลโต ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ เขียนหนังสือชื่อ LAWS (นิติรัฐหรือรัฐแห่งกฎหมาย) โดย ยอมรับให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ

              2.3.2. เพลโตกำหนดไว้ด้วยว่ารัฐที่ดีควรตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล จะได้สามารถติดต่อค้าขายกับแคว้นอื่นๆ ได้ และให้แบ่งคนในรัฐออกเป็น 12 แคว้น (ตามหลัก 1 ปีมี 12 เดือน) โดยให้ประชาชนในแต่ละรัฐเลือกตัวแทนขึ้นมาทำหน้าที่ 3 ส่วน คือ

       1. นิติบัญญัติ – สภาล่าง ทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย

        2. บริหาร – สภามนตรี

            -อดัม สมิธ เป็นชาวสก็อตแลน เป็นเจ้าของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ลัทธินิยม ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีของสมิธมีผลกระทบต่อยุโรป ทำให้ยุโรปเข้าสู่ระบบการค้าเสรีนิยม ผลงานต่างๆ เช่น ทฤษฎีว่าด้วยศีลธรรมเร้าอารมณ์ ความมั่งคั่งเกิดจากการค้าเสรี

8.2 นักปรัชญาตะวันออก 

            -เล่าจื๊อ เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงชาวจีนที่สุดท่านหนึ่ง เล่าจื๊อได้เขียนตำราอันเป็นแบบแผนในทางเต๋า นั่นคือ “เต๋าเต็กเก็ง ซึ่งเป็นผลงานทางลัทธิเต๋าที่ยังคงตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันนี้ เล่าจื๊อเป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋า ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์

        มีแนวคิดที่มีคุณค่าและยังคงมั่นคงในโลกยุคสมัยใหม่ที่เหมาะกับนักคิดในรุ่นปัจจุบันสามารถศึกษาให้เข้าใจได้อย่างง่ายดาย พร้อมการนำเอามาเป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้เป็นอย่างดี ปรัชญาและวิถีแห่งเต๋าเน้นที่ความสันโดษ ความกลมกลืนไปกับธรรมชาติ เพราะปัญหาของมนุษย์นั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างกฎกติกาขึ้นมาโดยมนุษย์ด้วยกัน เพื่อนำมาบังคับใช้ในสังคม แต่ที่สุดของความสุขคือความนอบน้อมถ่อมตนอยู่กับธรรมชาติ ก็เช่นเดียวกับการทำงานที่เมื่อเข้าสู่องค์กรก็ต้องรู้จักนอบน้อมถ่อมตน ทำตัวให้ดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติขององค์กร และเมื่อมีเรื่องที่ไม่ถูกใจก็ใช่ว่าจะเพียงตั้งกฎขึ้นมาบังคับเพียงเท่านั้น แต่จะต้องเน้นความรับผิดชอบร่วมกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความถ่อมตนอีกด้วย

            -ซือหม่าเชียนเป็นนักประวัติศาสตร์และนักประพันธ์วรรณคดีในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกของจีนเมื่อกว่า 2 พันปีก่อน บิดาของเขาเป็นขุนนาง ทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ในราชสำนักฮั่น ว่ากันว่าซือหม่าเชียนเป็น คนช่างคิดตั้งแต่เด็ก เขามักจะมีความคิดเห็นที่เป็นตัวของตัวเอง เกี่ยวกับบุคคลและเหตุการณ์สำคัญสมัยก่อนในตำนานต่างๆ เมื่อเขายังหนุ่ม เขาเคยออกเดินทางไปทัศนาจรทั่วประเทศ เพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขนบธรรมเนียม สภาพสังคม เศรษฐกิจและเกษตรกรรม เยี่ยมเยือนสถานที่ ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในท้อง ถิ่นต่างๆของจีน รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ บุคคลและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์


กลุ่มที่ 13 การประยุกต์แนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปใช้พัฒนาสถานศึกษา

ทิศทางการพัฒนาผู้เรียน

          สร้างเด็กและเยาวชนไทยให้มีความรู้ความสามารถ และมีทักษะในการประยุกต์ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างความคิดของเด็กและเยาวชนไปสู่สิ่งใหม่ๆ สิ่งที่ท้าทาย สิ่งที่ยากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เด็กและเยาวชนมีความคิดว่ายิ่งยากยิ่งท้าทาย นั่นคือความสำเร็จของการยกระดับคุณภาพการศึกษาของชาติ แต่ถ้าเด็กและเยาวชนพยายามหลีกหนีสิ่งท้าทายไปหาสิ่งที่ ยากลำบากน้อยกว่า หรือใช้ความพยายามน้อยกว่า ถือว่าไม่ ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

แนวคิดการจัดการศึกษาสร้างสรรค์

          การจัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบ Project-Based Learning: PBL ที่ถูกกระตุ้น ให้นักเรียนเกิดคำถามอยากรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เกิดความต้องการสืบ ค้นหาคำตอบที่ถูกอ้างอิงด้วยทฤษฎีความรู้ โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเพื่อน และร่วมกันลงมือ ปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ยืนยันสมมติฐานคำตอบ เกิดจิตนาการพัฒนาผลงาน และนวัตกรรมที่ทำให้การ ดำรงชีวิตมีคุณภาพในโลกแห่งอนาคตของศตวรรษที่ 21 ได้นำขั้นตอนของ QSCCS มาทำกรอบลงสู่การปฏิบัติ

แนวทางการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ในสังคมประชาธิปไตย

          การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง หรือที่เรียกว่า Civic Education ก็คือการนำเอาการเมืองกับการศึกษา เชื่อมโยงกันนั่นเอง เพราะโดยปกติแล้วกิจกรรม 2 ด้านนี้มีอยู่แล้ว ทุกสังคม แต่จุดเชื่อมโยงไม่ค่อยจะมี

          การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองใน ระบอบประชาธิปไตย พูดง่ายๆ ก็คือว่า เป็นความพยายามอย่างจริงจัง และต่อเนื่องที่จะช่วยกันสร้างพลเมืองใหม่ เพื่อทดแทนคนรุ่นเก่า หรือ ปรับปรุงทัศนคติของคนรุ่นเก่าให้มีลักษณะที่สอดคล้องเอื้ออำนวยต่อการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น

การประยุกต์แนวคิดการจัดการศึกษา

          1. การพัฒนาหลักสูตรที่ก่อให้เกิดความ ยั่งยืนในระดับต่างๆ ของการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา พื้นฐาน การศึกษาระดับอาชีวศึกษา หรือระดับอุดมศึกษา ควรจะเป็นการจัดหลักสูตรที่มีเนื้อหาในการเรียนรู้ที่ เกี่ยวกับ  

              1.1) องค์ประกอบทั้ง 3 ของการพัฒนาที่ ยั่งยืน

              1.2) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสีเขียว

              1.3) การเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพความหลากหลายแตกต่างของวัฒนธรรมของประชากรโลก

           2. การพัฒนาผู้สอนและผู้เรียนให้มี สมรรถนะ (Competencies) ในด้านต่างๆ คือ   

             2.1) การคิดเชิงวิเคราะห์   

             2.2) การวาดภาพอนาคตที่พึงประสงค์   

             2.3) การตัดสินใจในการดำรงชีวิตอยู่ร่วม กันกับบุคคลอื่นและด้านสภาพแวดล้อมในลักษณะสมดุล

             2.4) การพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลงของโลก

           3.  การพัฒนาผู้อยู่นอกระบบการศึกษา และขาดโอกาส ให้มีความเสมอภาพและลดความเหลื่อมล้ำ ทางโอกาส ด้วยการมีการจัดการศึกษาให้ประชากรที่ไม่อยู่ ในกลุ่มของการศึกษาในระบบ ได้มีบทเรียน แบบเรียน ความรู้ที่ถ่ายทอดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องด้วยการใช้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ความแตกต่างระหว่างการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทยและต่างประเทศ

          การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทของไทยมุ่งปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ ทักษะ ความเข้าใจ ทัศนคติ ระบบความเชื่อต่างๆ ตลอดจนพฤติกรรมของบุคคลเพราะเป็นกระบวนการต่อเนื่อง

          สำหรับการศึกษาในต่างประเทศอย่างประเทศฟินแลนด์ที่ขึ้นชื่อว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกจะไม่มีมาตรฐานการศึกษาของชาติเป็นการเฉพาะ แต่มีหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน ซึ่งคล้ายกับไทย โดยจะมุ่งปฏิรูปการศึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาทั้งระบบ และเด็กทุกคนจะได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆกันอย่างเท่าเทียมกัน และจะให้ความสำคัญกับเด็กที่เรียนอ่อนมากกว่าเด็กที่เรียนเก่ง

ข้อดีของโรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

          เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถของแต่ละคนออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ปิดกั้น อีกทั้งยังเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละช่วงวัยได้อย่างเหมาะสม โดยเน้นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาสติปัญญาผู้เรียนเป็นหลัก และผู้สอนต้องทำตัวเป็นลักษณะเดียวกับผู้เรียนเพื่อให้มีความคุ้นเคยกับผู้เรียน

ข้อเสียของโรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

          ไม่สามารถเจาะลงไปได้ทุกโรงเรียน เพราะส่วนใหญ่ยังยึดหลักแนวความคิดแบบเดิม กว่าจะเป็นที่ยอมรับและปรับเปลี่ยนได้ต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนาน

สรุปสาระการนำเสนอ กลุ่มที่ 10-12

กลุ่มที่ 10 หลักการ แนวคิดจัดการศึกษา ในศตวรรษที่ 21

1. ความรู้และทักษะสําคัญในการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21

ภาคีแห่งศตวรรษที่ 21 ได้นำเสนอกรอบความคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ประกอบด้วย สาระความรู้และทักษะที่สำคัญ   ที่จำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนในปัจจุบัน และอนาคต โดยผู้เรียนต้องเรียนรู้ในสาระวิชาแกนต่าง ๆ ให้เกิดความรู้  ความเข้าใจ และนำไปใช้ในชีวิตจริงได้

1.1 ความรู้วิชาแกน

1. ภาษาอังกฤษ หรือศิลปะการใช้ภาษา

2. ภาษาสำคัญของโลก

3. วิทยาศาสตร์

4. คอมพิวเตอร์

5. ภูมิศาสตร์

6. ประวัติศาสตร์

7. เศรษฐศาสตร์

8. ศิลปะ

9. การปกครองและหน้าที่พลเมือง

1.2 แนวคิดสําคัญในศตวรรษที่ 21

1. จิตสำนึกต่อโลก การอนุรักษ์ และพัฒนา

2. ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาให้เป็นผู้ที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้เป็นของตัวเอง

3. ความรู้พื้นฐานด้านพลเมือง การทำหน้าที่ของพลเมืองดีของประเทศ

4. ความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพ การดูแล  การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

5. ความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม  การดำรงรักษา การปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสม

1.3 ทักษะที่สําคัญในการจัดการศึกษา

1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and lnnovation Skills)

2) ทักษะชีวิต และการทํางาน (Life and Career Skills)

3) ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information Communication and Technology)

2. หลักการสําคัญในการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21

-การกำหนดมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา

-การสนับสนุนเรื่องทรัพยากรและการลงทุน

-การผลิตและพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

-การสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสให้เข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่รัฐจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

-การส่งเสริมหลักสูตรท้องถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ แตกต่างในสังคม

– การส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา

3. องค์ประกอบที่สนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

3.1) การสร้างเจตคติและแรงจูงใจในการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมในการเรียนการสอนที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้เด็กมีความต้องการที่จะเรียนรู้

3.2) การส่งเสริมผู้เรียนให้มีส่วนร่วมและใช้ความคิดในการเรียนรู้ เป็นการร่วมเรียนรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน เพราะการสร้างนักคิดและนักสร้างมาจากการที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม   ในกระบวนการ การเรียนรู้

3.3) การใช้เทคโนโลยี เพราะเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจและช่วยจัดการกับข้อมูลความรู้ต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ ครูจึงควรบูรณาการให้มีการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

4. แนวทางในการพัฒนาทักษะ

1.การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) เป็นการระดมความคิดเพื่อสามารถสร้างผลงานหรือนวัตกรรมใหม่ๆออกมาได้อย่างสร้างสรรค์

2.การคิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) เป็นการคิดอย่างมีเหตุผลเพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง

3.การสื่อสารสื่อความหมาย (Communication) เป็นการแสดงความคิดและแนวคิดอย่างมีประสิทธิภาพชัดเจนทั้งด้านการพูด การเขียน การใช้ ภาษาสัญลกัษณ์ในลักษณะต่าง ๆ กันในหลาย ๆ บริบท

4.การร่วมมือกัน (Collaboration) เป็นการแลกเปลี่ยนความรับผิดชอบ ร่วมมือกันทํางาน ยอมรับ ยกย่อง มองเห็นคุณค่าของสมาชิก ในกลุ่มทุกคน

5. ระบบสนับสนุนการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21

1. มีมาตรฐานการประเมินสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ

2. หลักสูตรและการสอนของศตวรรษที่ 21 ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

3. การพัฒนาในวิชาชีพของบุคลากรทางการศึกษา

4. สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของศตวรรษที่ 21 ต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกันใน ทุกด้าน

กลุ่มที่ 11 แนวคิดและกลวิธีการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของต่างประเทศ

1.ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • การพัฒนา หมายถึง การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ การแก้ไขปัญหา และการรักษาสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เพื่อให้ชีวิตและสังคมดีขึ้นทุกด้าน ทำให้มีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • ความยั่งยืน หมายถึง การดำรงอยู่ทั้งระบบนิเวศ สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน และต่อเนื่องไปสู่อนาคต

ดังนั้น การพัฒนาที่ยั่งยืน หมายถึง กระบวนการพื้นฐานในการพัฒนาทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้ครอบคลุมและเกิดความสมดุลอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบันและในอนาคตอย่างเท่าเทียมกัน

2.การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development : ESD)

สาระสำคัญสำหรับการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีดังนี้

  • การมีวิสัยทัศน์ (envisioning) หลักมีอยู่ว่าหากเราทราบจุดหมายที่เราจะไปให้ถึง เราจะสามารถวางแผนดำเนินการเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้ดีขึ้น
  • การคิดเชิงวิจารณญาณและการคิดใคร่ครวญ (critical thinking and reflection) เป็นการเรียนรู้ที่จะมีการตั้งคำถาม
  • การคิดอย่างเป็นระบบ (systematic thinking) เป็นการยอมรับในความซับซ้อน และมองหาความเชื่อมโยงและการ่วมมือ
  • การสร้างคู่พันธมิตรหรือหุ้นส่วน (building partnerships) ส่งเสริมการพูดคุยทำความเข้าใจและการเจรจาต่อรองการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกัน
  • การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (participation in decision-making) ควรได้จัดให้มีการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ตามบริบทของวัฒนธรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือแต่ล่ะกลุ่มที่แตกต่างกัน

3.ความสำคัญของการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

หัวใจสำคัญของ การพัฒนาที่ยั่งยืน” คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน ซึ่งหมายถึง การพัฒนาที่ก่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างการกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างความเข้มแข็งทางสังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ดังนั้น นัยสำคัญในการส่งเสริมแนวคิดของการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนา ความรู้(knowledge) ทักษะ (skills) และมุมมอง (perspectives) ของคนในสังคม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและยั่งยืน

ความรู้ (Knowledge)

สำหรับความรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับ

  • สถานการณ์และปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโลกที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่
  • ประเด็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจของชาวโลก เพื่อให้สามารถตัดสินใจและปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม มีความสอดคล้องกับแนวคิดและแนวทางที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ

ทักษะ (Skills)

ประชากรของโลกทุกคน ยังต้องได้รับการเสริมทักษะหรือความชำนาญ ที่จำเป็นต่อการดำรงตนในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเงื่อนไขของสังคมหรือชุมชนที่ตนอยู่ร่วมอาศัย ตัวอย่างของกลุ่มทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสังคมที่ยั่งยืน มีดังนี้

  • ทักษะในการคิดอย่างเป็นระบบ สามารถจัดระเบียบการคิดทีละด้านอย่างเป็นระบบ มีการดึงเอาความรู้และประสบการณ์ของผู้คิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ทักษะในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้การเขียนคำพูด และท่าทาง เพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้อย่างเหมาะสมกับวัฒนธรรมและสถานการณ์
  • ทักษะในการวิเคราะห์ และวางแผนล่วงหน้า สามารถนำข้อมูลและความรู้ที่มีอยู่มา เปรียบเทียบ ประมวลผล แปลความหมาย และกำหนดเป้าหมายในอนาคตที่ต้องการ
  • ทักษะในการคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับค่านิยม (values) สามารถประเมินปัญหาหรือสถานการณ์ที่อยู่รอบตัว ตระหนักถึงความสำคัญของการมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ถูกต้อง และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคนในสังคมไทย
  • ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลรอบข้างไว้ได้ยืนยาว
  • ทักษะการอยู่ร่วมในสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างปลอดภัย รู้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และสามารถแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ที่จะนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

มุมมอง (Perspectives)

การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เน้นการส่งเสริมให้บุคคลสามารถมองได้รอบด้าน ครอบคลุมทั้งที่เป็นประเด็นปัญหาในระดับโลก และความเชื่อมโยงหรือผลกระทบของปัญหาเหล่านั้นในระดับท้องถิ่น

ดังนั้น การเรียนรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงจำเป็นต้องมองให้เข้าใจถึงรากฐานของปัญหา และสามารถมองคาดการณ์ออกไปให้เห็นถึงความน่าจะเป็นในอนาคต

มุมมองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่

  • ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ทุกๆ ปัญหามีที่มาและที่ไป
  • การมองให้เข้าใจถึงชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ รวมถึงมองออกไปให้เข้าใจถึงบริบทที่กว้างไกลออกไป
  • ก่อนที่บุคคลจะทำการตัดสินใจ หรือชี้ขาดในเรื่องใดๆ จำเป็นต้องมองให้รอบด้าน และพยายามมองจากมุมที่แตกต่างกัน
  • ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของโลก ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน

4.เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านการศึกษา

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการของสหประชาชาติเพื่อโลกอนาคต

UN Sustainable Development Goals (SDG) :17 aspects forfuture world

ในที่นี้จะกล่าวถึงรายละเอียดในห้อข้อที่ 4 ซึ่งกล่าวถึงการศึกษา

เป้าหมายที่ 4 การได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 เป็นต้นมา มีความก้าวหน้าในการจัดบริการการศึกษาระดับประถมศึกษาถ้วนหน้าเป็นอย่างมาก อัตราการได้รับการศึกษารวมของประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นร้อยละ 91 ในปี พ.ศ.2558 และจำนวนเด็กทั่วโลกที่ไม่ได้รับการศึกษาลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง

นอกจากนี้อัตราผู้ที่มีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ยังเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เด็กหญิงได้เข้าเรียนหนังสือมากขึ้นกว่าเดิม การจะให้มีการศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึงสำหรับทุกคนนั้น ได้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในกลไกที่สำคัญที่สุดและอยู่เหนือบทพิสูจน์ใด ๆ การศึกษาจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน   เป้าหมายนี้สร้างความมั่นใจว่าเด็กหญิงและเด็กชายทุกคนจะสำเร็จการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายในปีพ.ศ.2573 นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการเข้าถึงการฝึกอบรมอาชีพในราคาที่เหมาะสมและอย่างเท่าเทียมกัน

5.กรณีศึกษา การจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนต่างประเทศ

  • ประเทศฝั่งตะวันตก : ฟินแลนด์
  • ประเทศฝั่งตะวันออก : สิงคโปร์

กลุ่มที่ 12 แนวคิดและกลวิธีการจัดการศึกษา เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย

แนวคิดและกลวิธีการจัดการศึกษา เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย

  1. การขับเคลื่อนสถานศึกษาพอเพียงสู่ความยั่งยืน

1.1 การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา

  • หมายถึง การดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรในภาคการศึกษาทุกระดับ น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันและการปฏิบัติภารกิจ
  • ความท้าทายในการบริหารการจัดการศึกษา อยู่ที่การยกระดับของการศึกษาที่เป็นการสร้างสรรค์การตอบสนองความต้องการที่ไม่ใช่เป็นการทำลายทรัพยากร หรือก่อให้เกิดมลภาวะเพิ่มมากขึ้น แต่จะต้องบริหารจัดการการศึกษาให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า และสร้างสรรค์อนาคตที่ดีให้กับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นอนาคต ซึ่งจะต้องจัดการให้มีการปฏิรูป หลักสูตรของการศึกษาทุกระดับในการช่วยให้เกิดการสร้างผลผลิตและรูปแบบการบริโภคอย่างยั่งยืน
  • แนวพระราชดำริที่เกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความหมายของการพัฒนากับคณะเยาวชนจังหวัดปทุมธานี

เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ว่า

“…พัฒนา ก็หมายถึง ทำให้มั่นคง ทำให้ก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ทำให้บ้านเมืองมันคงมีความเจริญ ความหมายของการพัฒนาประเทศนี้ก็เท่ากับตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของ แต่ละคนมีความปลอดภัย มี ความเจริญ มีความสุข…”

ความหมายของคำว่า “ความเจริญ” พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานคำอธิบายไว้ใน พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวนัที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐  โดยนัยแห่งพระบรมราโชวาทนี้ คำว่าความเจริญที่เป็นผลสรุปรวม ต้องประกอบทั้งความเจริญทาง วัตถุ และความเจริญทางจิตใจ มิอาจแยกจากกัน และต้องเป็นเอกภาพกัน

กล่าวสรุปคือ การพัฒนาบ้านเมืองให้มั่นคงมีความเจริญต้องพัฒนา “คน” ให้ถึงพร้อมทั้งด้านวิชาการ และ ศิลปะ ศีลธรรมจรรยา โดยมี “ความสุข ความ พอใจของทุกคน” เป็นจุดมุ่งหมาย

2.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการนำไปใช้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงชีวิต และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับรัฐทั้งในการดำรงชีวิตประจำวัน การพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวหน้าต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

การดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ ประมาท โดยคำนึงถึงหลักการ 3 ประการ ดังนี้

  1. ความพอประมาณ 2. ความมีเหตุผล 3. การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว

โดยการดำเนินงานเศรษฐกิจพอเพียงที่ดีจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ความรู้ และคุณธรรม ตลอดจนต้องเป็นคนดี มีความอดทน พากเพียร

2.1 การปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

เราสามารถมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงโดยร่วมปฏิบัติในสิ่งง่าย ดังนี้

  1. ยึดหลักประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในทุกด้าน ลด ละ ความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีวิต
  2. ประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพ
  3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์ที่รุนแรงและไม่ถูกต้อง
  4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ โดยขวนขวายหาความรู้ ให้เกิดรายได้เพิ่มพูน จนถึงขั้นพอเพียง
  5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่วร้ายให้หมดสิ้นไป

2.2 การดำเนินการพัฒนาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจักนำไปสู่

  1. การดำรงชีวิตที่สมดุลมีความสุขตามอัตภาพ
  2. การพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองและประเทศชาติมั่นคง
  3. การอยู่ร่วมกันในสังคมเกิดวามเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน

“…เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป…” (พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนา ฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2542

3.พระราชบัญญัติการศึกษาไทย วิสัยทัศน์ประเทศ

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คือ บทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เป็นประจำตามปรกติ เพื่อวางระเบียบบังคับความประพฤติของบุคคลรวมทั้งองค์กรและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

3.1 การศึกษากับการพัฒนาประเทศ

1) การพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม เป็นการพัฒนาการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในสังคม เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
2) การพัฒนาการเมือง เป็นการพัฒนาในเรื่องอำนาจและการใช้อำนาจในการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสมาชิกในสังคม
3) การพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นการพัฒนาเกี่ยวกับผลผลิตและการจำหน่ายสินค้าและบริการ

3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับสังคม

  1. การศึกษาในฐานะเป็นระบบของสังคม
  2. การศึกษาในฐานะเป็นกระบวนการสังคมประกิต
  3. การศึกษาในฐานะเป็นสถาบนัทางสังคม
  4. การศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงทางสังคม
  5. สังคมเป็นตัวกำหนดระบบการศึกษา

4.ปฏิรูปการศึกษาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นกระบวนการพื้นฐานในการพัฒนาแบบองค์รวมเพื่อให้ครอบคลุมและสมดุล จำเป็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทุกด้านของสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจทั้ง การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนา พิจารณาแบบองค์รวมในแง่ของการมีส่วนร่วม โดยคำนึงถึงการ เชื่อมโยงที่เกิดขึ้นบนความหลากหลายของระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน พิจารณาการพัฒนาความสามารถ ในการแข่งขันบนพื้นฐานของทรัพยากรของตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ ความต้องการของทุกฝ่ายซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม และไม่ส่งผลกระทบในทางลบ ของการพัฒนาในอนาคต

กระบวนการการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน ควรดำเนินการภายใต้องค์ประกอบหลัก ต่อไปนี้

๏ ความสามารถในการแข่งขันบนพื้นฐานของทรัพยากร และขีดความสามารถของสถาบัน

๏ ความสามารถในการตอบสนอง ความต้องการของผู้เรียนและกลุ่มผู้มี ส่วนได้เสีย

๏ ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับบริบทของท้องถิ่นและเป็นสากล โดยบูรณาการ หลักการของการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 เข้าไปด้วย

5.กลยุทธ์ในการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • การพัฒนาหลักสูตรจะต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นคนที่สมบูรณ์ มีความสมดุลทั้งด้านจิตใจ ร่างกาย สังคม และปัญญา สามารถพึ่งตนเองและร่วมมือกับ ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ หลักสูตรต้องมีลักษณะกว้าง ยืดหยุ่น และมีความเป็นสากลทัดเทียมมาตรฐานโลก มี เนื้อหาสาระที่จำเป็นต่อการเรียนรู้โลกปัจจุบันและอนาคต เนื้อหาเชื่อมโยงและต่อเนื่องกันทุกระดับทั้งด้าน ความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม
  • การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งหมายรวมถึงผู้บริหารสถานศึกษา นับเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งที่รับผิดชอบจัดการศึกษาของชาติโดยตรง จะต้องได้รับการ พัฒนาให้เป็นผู้ที่มีทั้งความรู้และความสามารถและเทคนิควิธีในการปฏิบัติวิชาชีพที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้รับการพัฒนาให้มีคุณธรรมมีความสำนึกและมีจิตวิญญาณของความเป็นครู โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน
  • การพัฒนากระบวนการเรียนการสอน เป็นกระบวนการนา หลักสูตรไปปฏิบัติจริงให้บรรลุผลเป็น ขั้นตอนสำคัญที่ครูจะต้องดำเนินการให้ผู้เรียนได้พัฒนาขีดความสามารถของตนได้เต็มตามศักยภาพมีความ สมดุลทั้งร่างกาย ปัญญา จิตใจและสังคม ให้เป็นผู้รู้จักคิด วิเคราะห์ใช้เหตุและผลเชิงวิทยาศาสตร์
  • การปรับปรุงระบบการบริหารการศึกษา เป็นกระบวนการส่งเสริมสนับสนุนอำนวยความสะดวก ให้การดำเนินงานการศึกษาในด้านต่างๆ บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารการศึกษาจะต้องพัฒนาระบบการบริหารและการจัดการให้มีเอกภาพ ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยเน้นสถานศึกษาเป็นหลัก

Edit”สรุปสาระการนำเสนอ กลุ่มที่ 10-12″

บทที่7-9

บทที่7 หลักการจัดการศึกษาที่เป็นฐานคิดสากลและฐานคิดวิถีไทย

ระบบการจัดการศึกษา
แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ

1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษาหลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน

2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมายรูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม

3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคลประสบการณ์สังคมสภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ

การจัดการศึกษาในฐานคิดสากล
เป็นการศึกษาที่นำอาเนื้อหาที่มีการจัดระเบียบให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของบริบททางการศึกษาและมีการศึกษาแบบไม่ลำเอียง ทุกคนสามารถศึกษาได้เท่าเทียมกัน โดยการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงจากการศึกษาและได้กระด้วยการลงมือทำด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงแค่ผู้ให้คำปรึกษา และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเกิดจากการเรียนรู้ของนักเรียนเองซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมที่จำเป็นซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เสาหลักการศึกษาในฐานสากล แบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก คือ

1. การเรียนเพื่อรู้ ( learning to know ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้การแสวงหาความรู้และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิตกระบวนการเรียนรู้เน้นการฝึกสติ สมาธิ ความจำ ความคิด ผสมผสานกับสภาพจริงและประสบการณ์ในการปฏิบัติ

2. การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง ( learning to do ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนาความสามารถและความชำนาญรวมทั้งสมรรถนะทางด้านวิชาชีพสามารถปฏิบัติงานเป็นหมู่คณะปรับประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติงานและอาชีพได้อย่างเหมาะสมกระบวนการเรียนการสอนบูรณาการระหว่างความรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติงานที่เน้นประสบการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม

3. การเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน และ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ( learning to live together ) การศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุขมีความตระหนักในการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหา การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีความเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเข้าใจความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อของแต่ละบุคคลในสังคม

4. การเรียนรู้เพื่อชีวิต ( learning to be ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกด้านทั้งจิตใจและร่างกายสติปัญญาให้ความสำคัญกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ภาษา และวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมศีลธรรมสามารถปรับตัวและปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเข้าใจตนเองและผู้อื่น

กิจกรรมมุ่งเน้นเเนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 ห่วง และ 2 เงื่อนไข โดย 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ส่วน 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
– ธนาคารขยะ
-ปลูกผักสวนครัว
– ตลาดนัดพอเพียง
– ธนาคารโรงเรียน

กรอบทิศทางแผนการศึกษาในปัจจุบันและอนาคต
แนวคิดการจัดการศึกษา (Conceptual Design) ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ยึดหลักสำคัญในการจัดการศึกษาประกอบด้วยหลักการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง (InclusiveEducation)

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) และหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม (All for Education)

อีกทั้งยึด ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ประเด็นภายในประเทศ (Local Issues) อาทิ คุณภาพของคนทุกช่วงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดย นายุทธศาสตร์ชาติ (National Strategy) มาเป็นกรอบความคิดสำคัญในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ

การจัดการหลักการศึกษาสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา
แผนการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาการศึกษา 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
1.การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ

2. การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

3. การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

4. การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา

5.การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

6.การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา

ระบบการจัดการศึกษา

แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ

1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จ การศึกษาที่แน่นอน

2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมายรูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม

3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคลประสบการณ์สังคมสภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ

การจัดการศึกษาในฐานคิดสากล
เป็นการศึกษาที่นำอาเนื้อหาที่มีการจัดระเบียบให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของบริบททางการศึกษาและมีการศึกษาแบบไม่ลำเอียง ทุกคนสามารถศึกษาได้เท่าเทียมกัน โดยการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงจากการศึกษาและได้กระด้วยการลงมือทำด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงแค่ผู้ให้คำปรึกษา และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเกิดจากการเรียนรู้ของนักเรียนเอง ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมที่จำเป็นซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เสาหลักการศึกษาในฐานสากล แบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก คือ

1. การเรียนเพื่อรู้ ( learning to know ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้การแสวงหาความรู้และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิตกระบวนการเรียนรู้เน้นการฝึกสติ สมาธิ ความจำ ความคิด ผสมผสานกับสภาพจริงและประสบการณ์ในการปฏิบัติ

2. การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง ( learning to do ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนาความสามารถและความชำนาญรวมทั้งสมรรถนะทางด้านวิชาชีพสามารถปฏิบัติงานเป็นหมู่คณะ ปรับประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติงาน และอาชีพได้อย่างเหมาะสม กระบวนการเรียนการสอนบูรณาการระหว่างความรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติงานที่เน้นประสบการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม

3. การเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน และ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ( learningto live together ) การศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุข มีความตระหนักในการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหา การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีความเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเข้าใจความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ประเพณีความเชื่อของแต่ละบุคคลในสังคม

4. การเรียนรู้เพื่อชีวิต ( learning to be ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกด้านทั้งจิตใจและร่างกาย สติปัญญา ให้ความสำคัญกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม ศีลธรรมสามารถปรับตัวและปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเข้าใจตนเองและผู้อื่น

กิจกรรมมุ่งเน้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 ห่วง และ 2 เงื่อนไข โดย 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ส่วน 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
– ธนาคารขยะ
-ปลูกผักสวนครัว
– ตลาดนัดพอเพียง
– ธนาคารโรงเรียน

กรอบทิศทางแผนการศึกษาในปัจจุบันและอนาคต
แนวคิดการจัดการศึกษา (Conceptual Design) ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ยึดหลักสำคัญในการจัดการศึกษาประกอบด้วยหลักการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive Education)หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) และหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม (All for Education) อีกทั้งยึด ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ประเด็นภายในประเทศ (Local Issues) อาทิ คุณภาพของคนทุกช่วงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดย นายุทธศาสตร์ชาติ (National Strategy) มาเป็นกรอบความคิดสำคัญในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ

การจัดการหลักการศึกษาสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา
แผนการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาการศึกษา 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
1.การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ
2. การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3. การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
4. การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา
5.การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
6.การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา

บทที่8 ปรัชญาการประยุกต์ที่นำมาใช้ในการวัดและการประเมินผล

ความหมายและความสำคัญของการวัดและประเมินผล

ความหมายของการวัดและประเมินผลการศึกษา

การวัด (Measuresurement) คือ การกำหนดค่าเป็นตัวเลข สัญลักษณ์  ให้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตามวิธีการของเครื่องมือที่กำหนดขึ้น   

การประเมิน (Evaluation) คือ กระบวนการตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยการนำข้อมูลหรือผลจากการวัดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้

การวัดและประเมินผลการศึกษา (Measuresurement and Evaluation in Educations) 

กระบวนการตัดสินคุณค่าในบริบทของขอบข่ายการศึกษา

– สื่อการสอน

– รูปแบบการสอน

– คุณภาพผู้เรียนและผู้สอน

– พฤติกรรมผู้เรียน

ความสำคัญของการวัดและประเมินผลการศึกษา

ในกลไกการศึกษาต้องอาศัยการวัดการประเมินผลการศึกษามาเกี่ยวข้องเพื่อนำมาตรวจสอบรูปแบบการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรการเรียนการสอน คุณภาพผู้สอน ผู้เรียนหรือสถานศึกษา ที่นำไปสู่การพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หลักการและแนวคิดของการวัดและประเมินผลการศึกษา

หลักการของการวัดและประเมินผลการศึกษา

1. วัดและประเมินผลให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย

2. ใช้เครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่มีคุณภาพ

3. คำนึงถึงความยุติธรรม

4. การแปรผลให้ถูกต้องตามเกณฑ์

5. ใช้ผลจากการวัดและประเมินผลการศึกษาให้คุ้มค่า

แนวคิดของการวัดและประเมินผลการศึกษา

ในการจัดการศึกษาเราจะมีกรอบหรือแนวทางในการจัดการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่า “หลักสูตรการเรียนการสอน” โดยมีการวัดและการประเมินผลมาเป็นตัวชี้หรือแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้เหล่านั้น

ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการวัดผลและประเมินผลการศึกษา

การวัดและการประเมินผลตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม

ด้านความรู้ : เน้นความสามารถทางสติปัญญาในด้านการจำ มากกว่าการคิด การใช้เหตุผล หรือความเข้าใจ

ด้านความดี : ผู้เรียนมีความเป็นเลิศทาง ด้านสติปัญญา มีความรู้ที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำในเนื้อหา

การวัดผลและประเมินผลตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษาแบบอัตถิภาวนิยม

ด้านความรู้ : ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนต่อการให้รู้จักตนเอง เกี่ยวกับความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนในทุก ๆ ด้าน

ด้านความดี : ให้ความสำคัญผู้เรียนต่อการมีอิสรภาพและความรับผิดชอบต่อตนเองหรือได้พัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่

การวัดและประเมินผลตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม

ด้านความรู้ : การวัดผลการวัดความรู้ความสามารถในการคิดและการใช้เหตุผลของผู้เรียน

ด้านความดี : เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ มีเหตุมีผล เคารพกฎ กติกา มีระเบียบวินัย

การวัดผลประเมินผลตามแนวทฤษฎี ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม

ด้านความรู้ : มุ่งวัดความเป็นเลิศทางวิชาการทางสมองควบคู่ไปกับทักษะการปฏิบัติ

ด้านความดี : เป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในทุก ๆ ด้านให้รู้จักคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

การวัดผลและประเมินผลตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม

ด้านความรู้ : มุ่งวัดผลการเรียนทั้งวิชาความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม

ด้านความดี : เป็นการปลูกจิตสำนึกให้ผู้เรียนเกิดแนวคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดีต่อสังคม

บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการวัดและประเมินผลการศึกษา

ศาสตราจารย์ ดร.ชวาล แพรัตกุล ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการวัดผลของไทย ได้ให้ปรัชญาของการวัดและประเมินผลการศึกษา ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการศึกษาไว้ว่า  “ทดสอบเพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของมนุษย์ ”

อัลเฟรดบิเนต์ (Alfred Bine) แพทย์ชาวฝรั่งเศส เชื่อว่าการวัดเชาวน์ปัญญาต้องคำนึงถึงความสามารถทางสมองด้านต่าง ๆ เช่น ความจำความเข้าใจ ต่อมาในปีค.ศ. 1904 บิเนต์ ได้สร้างเครื่องมือสำหรับแยกเด็กที่มีความบกพร่องทางสมองออกจากเด็กปกติ ค.ศ. 1905 บิเนต์และซิมองต์ ได้ร่วมกันสร้างแบบทดสอบวัดเชาวน์ปัญญา     ฉบับแรกของโลก ให้ชื่อว่า Binet – Simon Scale แบบทดสอบประกอบด้วยคำถามสั้น ๆ 30 ข้อ ได้ทดลองกับเด็กอายุ 3 – 11 ปี ปี ค.ศ.1908 บิเนต์ได้ปรับปรุงแบบทดสอบใหม่ แบ่งคำถามออกเป็นหมวดหมู่ตามระดับอายุของผู้สอบ ทำให้เกิดมาตรการวัดอายุสมอง  ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา

ความสำคัญปรัชญาการประยุกต์ที่นำมาใช้ในการวัดและประเมินผล

1. เป็นเครื่องมือสำหรับนำไปอธิบายปัญหาการเรียนการสอนอย่างมีเหตุผล

2. เป็นแนวทางในการตัดสินคุณค่าผลการเรียนของผู้เรียนเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียว

3. ปรัชญาจะช่วยให้เห็นว่าเป้าหมายทางการศึกษาได้อย่างชัดเจน

4. สามารถนำผลจากการประเมินไปพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

5. ปรัชญาสามารถเป็นแนวทางในการเลือกการศึกษา

6. เป็นกรอบในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์

ประเภทของการวัดและประเมินผลทางการศึกษา

แบ่งตามจุดประสงค์ของการประเมิน

– การประเมินก่อนเรียน (Basic Evaluation)

– การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Evaluation)

– การประเมินเพื่อตัดสิน (Summative Evaluation)

แบ่งตามผู้ประเมิน

– การประเมินตนเอง (Self Assessment) หรือการประเมินภายใน (Internal Evaluation)

– การประเมินโดยผู้อื่นหรือการประเมินภายนอก (External Evaluation)

เครื่องมือในการวัดและการประเมินผลทางการศึกษา

1. แบบสำรวจรายการ (Checklist)

2. การสังเกต (Observation)

3. การทดสอบ (Testing)

4. มาตรประมาณค่า (Rating Scale)

5. การจดบันทึก (Records)

6. การสัมภาษณ์ (Interview)

7. แบบสอบถาม (Questionaire)

8. การสร้างจินตนาการ (Projrctive Technique)

9. สังคมมิติ (Sociometry)

ประโยชน์ของการวัดและประเมินผลการศึกษา

1. ประโยชน์ในแง่ของผู้เรียน ผลการสอบทำให้ผู้เรียนรู้จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนเองที่ควรปรับปรุงแก้ไข สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์หรือกลุ่มเพื่อบอกความสามารถของผู้เรียน

2. ประโยชน์ในแง่ของผู้สอน ผู้สอนสามารถได้ข้อมูลย้อนกลับในแง่ของการจัดการเรียนการสอนบางตอนที่ควรต้องปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากนักเรียนส่วนมากยังไม่เข้าใจ หรืออาจพบความผิดพลาดบางประการที่ควรปรับปรุงทั้งในด้านอุปกรณ์ แบบฝึกหัด และวิธีสอน หรือเรื่องมือวัด

3. ประโยชน์ในแง่ของการบริหาร ผู้บริหารสามารถใช้ผลการสอบวัดเพื่อวางแผนการจัดการศึกษาในภาพรวมของสถานศึกษา

4. ประโยชน์ในแง่ของการประเมินผลโครงการหรืองานวิจัย การสอบวัดนอกจากจะให้ข้อมูลย้อนกลับสำหรับการเรียนการสอนแล้ว การสอบวัดในโครงการ หรือเพื่องานวิจัย จะสามารถใช้ข้อมูลเพื่อการบ่งชี้ความสำเร็จของโครงการหรืองานวิจัยนั้น ๆ

5. ประโยชน์ในงานแนะแนว การสอบวัดที่ได้มาตรฐาน จะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับการแนะแนวและการบริหาร สามารถบอกได้ว่าผู้เรียนควรเรียนต่อหรือทำงานได้

บทที่9 ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

ความหมายของการจัดการเรียนรู้

การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการพัฒนาความคิดและความสามารถโดยอาศัยประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน และสิ่งแวดล้อม

การสอน (teaching) หมายถึง การถ่ายทอดเนื้อหาวิชาหรือเป็นวิธีการหลากหลายที่ครูนำมาใช้เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ตามศักยภาพของ

ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้จัดการเรียนการสอน

ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism)
สารัตถนิยมตามแนวจิตนิยม มีความเชื่อว่า การศึกษาคือเครื่องมือในการสืบทอดมรดกทางสังคมซึ่งก็คือวัฒนธรรมและอุดมการณ์ทั้งหลายอันเป็นแก่นสาระสำคัญ (essence) ของสังคมให้ดำรงอยู่ต่อ ๆ ไป การจัดการเรียนการสอน:จะเน้นบทบาท ของครูในการถ่ายทอดความรู้และสาระต่าง ๆ รวมทั้งคุณธรรมและค่านิยมที่สังคมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ผู้เรียนผู้เรียนในฐานะผู้รับสืบทอดมรดกทางสังคมก็จะต้องอยู่เป็นระเบียบวินัยและพยายามเรียนรู้สิ่งที่ครูถ่ายทอดให้อย่างตั้งใจ

ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (Perenialism)
สัจวิทยานิยม มีความเชื่อว่า นักเรียน คือ ดวงวิญญาณที่มีเหตุผล ครูคือดวงวิญญาณที่มีลักษณะของการเป็นผู้นำ และนักวิชาการ การจัดการเรียนการสอน : จะมุ่งเน้นการสอนให้ผู้เรียนจดจำ ใช้เหตุผล และตั้งใจกระทำสิ่งต่าง ๆ

ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)
จอนห์น ดิวอี้ (John Dewey) หันมาเน้นใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตัวผู้เรียนโดยเน้นว่าผู้เรียนควรเข้าใจและตระหนักในตนเอง (Self-realization)
ปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม (Reconstructionism)
ปรัชญาสาขานี้มีความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับผู้เรียน ครู หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน ตลอดทั้งลักษณะของการจัดการศึกษา เหมือนกับปรัชญาการศึกษาสาขาพิพัฒนาการนิยมเว้นแต่ในเป้าหมายของสังคมเท่านั้นที่แตกต่างกัน

ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม
ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม มีหลักการที่สำคัญว่า ในการเรียนรู้ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้กระทำ (active) และสร้างความรู้ มีรากฐานมาจาก 2 แหล่ง คือจากทฤษฎีพัฒนาการของพีอาเจต์ และวิก็อทสกี้ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา บันดูรามีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบและเนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ (interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวอยู่เสมอ บันดูราอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมในสังคม ซึ่งทั้งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน

ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา

1. บันดูราได้ให้ความสำคัญของ การปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม และถือว่าการเรียนรู้ก็เป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม โดยผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
2. บันดูรา ได้ให้ความแตกต่าง ของการเรียนรู้ (Learning) และการกระทำ (Performance) ว่าความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะคนอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่กระทำ

การประยุกต์ในด้านการเรียนการสอน
1.ตั้งวัตถุประสงค์ที่จะทำให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมหรือเขียนวัตถุประสงค์เป็นเชิงพฤติกรรม
2.ผู้สอนแสดงตัวอย่างของการกระทำหลาย ๆ ตัวอย่าง
3.ผู้สอนให้คำอธิบายควบคู่ไปกับการให้ตัวอย่างแต่ละครั้ง
4.ชี้แนะขั้นตอนการเรียนรู้โดยการสังเกตแก่นักเรียน
5.จัดให้นักเรียนมีโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบ
6.ให้แรงเสริมแก่นักเรียนที่สามารถเลียนแบบได้ถูกต้อง

การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการเรียนการสอน

การจัดการที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือพอประมาณกับศักยภาพ ของผู้เรียนที่อยู่ในระดับชั้นต่าง ๆ พอประมาณกับภูมิสังคมของโรงเรียนและชุมชนที่ตั้งหลังจากนั้นต้องมีการค้นหาตัวอย่างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้มีตัวอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างความเข้าใจความหมายของหลักเศรษฐกิจและวิธีการที่จะนำไปใช้ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แล้วส่งเสริมให้บูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเหล่านี้เข้าไปในการเรียนรู้สาระต่าง ๆ ทุกสาระเรียนรู้

นักปรัชญาการศึกษา : ความเชื่อ

ปรัชญาการศึกษาตะวันตก
1.ปรัชญาบบดึกดำบรรพ์ เป็นความเชื่อของคนยุคโบราณ ซึ่งตอบคำถามว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความรู้ที่ถูกต้องและอะไรคือความดีความงามโดยอาศัยการเดาและการเชื่อมโยงกับสิ่งเร้นลับ หรือเทพเจ้า

2. ปรัชญาที่เป็นระบบ ความรู้และวิทยาการ รวมอยู่ด้วยกัน และเรียกรวมกันว่า “ปรัชญา” วิธีคิดอาศัยหลักตรรกวิทยา คือ คิดตามหลักเหตุผล แบบนิรนัย (deduction) ด้วยวิธีการที่เป็นระบบ ได้แก่
(1) ทบทวนใหม่
(2) วิเคราะห์
(3) วิจารณ์
(4) ประเมินค่า

3.ปรัชญาสมัยใหม่ เชื่อว่าประสบการณ์ทางผัสสะ เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความจริง อาศัยวิธีการเชิงประจักษ์ (emperical method)เพื่อค้นหาความจริงวิทยาศาสตร์แยกออกจากปรัชญา และขยายขอบเขตของปรัชญา ไปศึกษาเรื่องธรรมชาติของมนุษย์

ปรัชญาการศึกษาตะวันออก
ปรัชญาตะวันออกอาศัยความตรัสรู้ของคนใดคนหนึ่งเป็นฐานแล้วขยายต่อออกไปตามเหตุผลหรือความสามารถทางสติปัญญาของนักคิดหรือผู้อธิบายแต่ละคน

“คำนิยามของปรัชญาตะวันออก คือ พฤติการณ์ตามหลักเหตุผลอันมีความตรัสรู้เป็นบรรทัดฐาน”

ความสำคัญของปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
การนำปรัชญาประยุกต์ที่มาใช้ในการจัดการเรียนเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักการเรียนตั้งใจเรียนและเกิดการเรียนรู้ขึ้นเพิ่มมากขึ้นการเรียนของผู้เรียนจะไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ ความสําเร็จในชีวิต หรือไม่เพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการจัดการเรียนรู้ที่ดีของผู้สอน ด้วยเช่นกัน หากผู้สอนรู้จักเลือกใช้วิธีการนำปรัชญาประยุกต์มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่ดี และเหมาะสม

บทที่4-6

ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร

ความหมายของการพัฒนาหลักสูตร

การพัฒนาหลักสูตรเป็นกระบวนการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกประเภท เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามความมุ่งหมายและจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ และเป็นการวางแผนการประเมินผลให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียน ว่าได้บรรลุตามความมุ่งหมายและจุดประสงค์จริงหรือไม่ เพื่อผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะได้รู้และคิดเพื่อแก้ไขปรับปรุงต่อไป

ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร

การพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์ สำรวจ วิจัย สภาพพื้นฐานด้านต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้สนับสนุน อ้างอิงในการตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้หลักสูตรที่ดี สามารถพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ และทัศนคติที่นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้

รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรจากแนวคิดต่างประเทศ

การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของไทเลอร์ (Ralph W. Tyler)

1. จุดมุ่งหมายทางการศึกษา อะไรบ้างที่โรงเรียนต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้

2. ประสบการณ์ทางการศึกษา อะไรบ้างที่โรงเรียนจะต้องจัดให้ เพื่อช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมาย

3.จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไรจึงจะทำให้สอนมีประสิทธิภาพ

4. ประเมินประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์การเรียนอย่างไรจึงจะทราบได้ว่าผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมายทางการศึกษา

การพัฒนาหลักสูตรตามแนวความคิดของทาบา (Taba)

1. วิเคราะห์ความต้องการ                           

2. กำหนดจุดมุ่งหมาย

3. คัดเลือกเนื้อหาสาระ

4. การจัดรวบรวมเนื้อหาสาระ

5. คัดเลือกประสบการณ์การเรียนรู้

6. การจัดรวบรวมประสบการณ์การเรียนรู้

7. กำหนดวิธีวัดและประเมินผล

การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของเซย์เลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวิส (J. Galen Saylor, William M.Alexander and Arthur J. Lewis)

1. เป้าหมาย  วัตถุประสงค์ และความครอบคลุม (Goals, Objective and domains)

2. การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design)

3. การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation)

4. การประเมินผลหลักสูตร (Curriculum Evaluation)

รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรจากแนวคิดของไทย

การพัฒนาหลักสูตรของกรมวิชาการ

1. การพัฒนาหลักสูตรโดยการปรับกิจกรรมการเรียนการสอน

2. การพัฒนาหลักสูตรโดยการปรับรายละเอียดของเนื้อหา

3. การพัฒนาหลักสูตรโดยการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน

4. การพัฒนาหลักสูตรโดยการจัดทำวิชา/รายวิชาเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่

นักปรัชญาการศึกษา : ความเชื่อ

1. ปรัชญาการศึกษาลัทธิสารัตถนิยม

William C. Bagley และคณะกรรมการสารัตถนิยม เพื่อความก้าวหน้าของการศึกษาอเมริกัน ได้ร่วมกันเผยแพร่แนวคิดอย่างเข้มแข็งในเรื่อง หน้าที่ของการศึกษา คือ ปกป้องประชาธิปไตย ผดุงไว้ซึ่งเสรีภาพทางศาสนาทางการพูด การเขียน และการสมาคม โดยต้องผลิตพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีความรู้พื้นฐานที่ดีสารัตถนิยมได้รับความสนใจมากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

2. ปรัชญาการศึกษาลัทธินิรันตรวาทนิยม

ฟรีด์ริค นิตเซ่ (Friedrich Nietzsche 1844-1900) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของนักอัตถิภาวนิยมมากผู้หนึ่ง จึงได้เสนอให้มนุษย์ออกมาจากกรอบของสังคมอย่างทรนง เขาเห็นว่าการเดินตามประเพณีเป็นวิธีการเลี่ยงความรับผิดชอบของคนขี้ขลาดและอ่อนแอ

3. ปรัชญาการศึกษาลัทธิพิพัฒนาการนิยม

จอห์น ดุย ได้ยกย่องปาร์คเกอร์ ว่าเป็นบิดาของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม ก่อตั้งขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ราว ค.ศ.1920) และ นำมาใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดในยุคปัจจุบัน สำหรับวงการศึกษาไทยได้ต้อนรับปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (แบบก้าวหน้า) อย่างกระตือรือร้น โดยรู้จักกันในนามว่า “การศึกษาแผนใหม่”

4. ปรัชญาการศึกษาลัทธิบูรณาการนิยม

ปัจจุบัน (รวมทั้งอนาคต) สังคมมีปัญหามากทั้งในด้านของเศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวัฒนธรรม สังคมจึงต้องการการแก้ปัญหาและหาทางที่จะสร้างค่านิยมและแบบแผนของสังคมขึ้นใหม่ และการศึกษาจะมีบทบาทอย่างสำคัญซึ่งความเชื่อและหลักการสำคัญของทฤษฎีการศึกษาปฏิรูปนิยมในด้านจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาในแนวทางนี้คือการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อปรับปรุง พัฒนาและสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีและเหมาะสมกว่าขึ้นมาให้ได้

5. ปรัชญาการศึกษาลัทธิอัตถิภาวนิยม

ฟรีด์ริค นิตเซ่ นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของนักอัตถิภาวนิยมมากผู้หนึ่ง จึงได้เสนอให้มนุษย์ออกมาจากกรอบของสังคมอย่างทรนง เขาเห็นว่าการเดินตามประเพณีเป็นวิธีการเลี่ยงความรับผิดชอบของคนขี้ขลาดและอ่อนแอ

โซเรน เคอกกิการ์ด ซึ่งมีความเห็นในทำนองเดียวกัน และมีความคิดต่อต้านกับศาสนาคริสต์และปรัชญาของเฮเกล เคอกกิการ์ด ที่พยายามสร้างชีวิตใหม่ให้แก่คำสอนของคริสต์

ความสำคัญปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร

ใช้กำหนดจุดมุ่งหมาย เลือกเนื้อหาสาระและนำมาจัดหลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ ทำให้หลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรัชญากับการศึกษามีความสัมพันธ์กันคือ  ปรัชญามุ่งศึกษาชีวิตและจักรวาล ส่วนการศึกษามุ่งศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ ปรัชญาและการศึกษามีจุดสนใจร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การจัดการศึกษาต้องอาศัยปรัชญาในการกำหนดจุดมุ่งหมายและหาคำตอบทางการศึกษา

ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการจัดการศึกษาของไทย

ความหมายของปรัชญาการศึกษา

ความหมายของปรัชญาการศึกษานี้ได้มีนักการศึกษาและนักปรัชญาหลายท่านให้ ความ-หมายคือ คำนิยามที่แตกต่างกันออกไปตามทัศนะของแต่ละท่าน เช่น

อุดม บัวศรี กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ ปรัชญาประยุกต์ เพราะนำเอาความคิดทางปรัชญามาประยุกต์ใช้กับการศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการ เรียนการสอนตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์

สุมิตร คุณานุกร กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ อุดมคติ อุดมการณ์อันสูงสุดซึ่งยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษา มีบทบาทในการเป็นแม่บทเป็นต้น กำเนิดความคิดในการกำหนดความมุ่งหมายของการศึกษา และเป็นแนวทางในการจัด การศึกษาตลอดจนถึงขบวนการในการเรียนการสอน

วิจิตร ศรีสอ้าน กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ จุดมุ่งหมาย ระบบความเชื่อหรือแนวคิดที่แสดงออกมาในรูปของอุดมการณ์หรืออุดมคติทำนองเดียวกัน กับที่ใช้ในความหมายของปรัชญาชีวิต ซึ่งหมายถึง อุดมการณ์ของชีวิต อุดมคติของชีวิต แนวทางดำเนินชีวิตนั่นเอง กล่าวโดยสรุปปรัชญาการศึกษา คือ จุดมุ่งหมายของ การศึกษานั่นเอง

ศักดา ปรางค์ประทานพร อธิบายถึงความหมายของปรัชญาการศึกษาว่าคือ ความคิดเห็นอย่างวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกระบวนการที่ก่อให้เกิดการ เรียนรู้ของมนุษย์ความคิดเห็นนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของอภิปรัชญา ญาณวิทยา และ อัฆวิทยา หรือปรัชญาการศึกษา หมายถึงการพิจารณาองค์ประกอบทุก ๆ ส่วนของ การศึกษาอย่างถี่ถ้วน และความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาที่จะใช้เป็นเครื่องนำทางในการ จัดการศึกษา

ทองปลิว ชมชื่น  ได้ให้ความหมายว่า ปรัชญาการศึกษาคือ เทคนิคการคิดที่จะแสวงหาคำตอบและกำหนดแนวทางในการดำเนินงานทางการศึกษา ไม่ ว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนหรือการศึกษานอกโรงเรียน เริ่มตั้งแต่การกำหนด จุดมุ่งหมายของการศึกษา ยุทธศาสตร์ทางการศึกษาและการบริหารทางการศึกษา เพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนามนุษย์และสังคมอย่างแท้จริง

ประเภทปรัชญาการศึกษาไทย

ปรัชญาการศึกษา สารัตถนิยม (Essentialism)

หลักสูตร : เป็นหลักสูตรแบบเนื้อหาวิชา (SUBJECT-MATTER CURRICULUM) และหลักสูตรแบบสหสัมพันธ์ (BROAD-FIELD CURRICULUM) โดยเน้นเนื้อหาวิชาและกวดขันความรู้เป็นสำคัญ 

โรงเรียน : เน้นเรื่องมาตรฐานการศึกษา ฉะนั้นโรงเรียนจะต้อง เคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัย

ผู้สอน : ให้ความสำคัญกับครูผู้สอน

กระบวนการเรียนการสอน : เน้นหลักสำคัญที่จะให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้

ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (PERENNIALISM)

หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่เน้นวิชาทางศิลปศาสตร์ (LIBERAL ARTS CURRICULUM) เป็นหลักสูตรที่เน้นวิชาการศึกษาทั่วไป (GENERAL EDUCATION) ที่ฝึกฝนให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่รู้จักใช้สติปัญญา เหตุผล

ผู้สอน : ปรัชญานี้ให้ความสำคัญกับครูผู้สอนเป็นอย่างมากโดยเชื่อว่า ผู้สอนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนการสอน                                               

กระบวนการเรียนการสอน : เน้นที่จะสร้างคนให้เป็น คนที่สมบูรณ์ โดยวิธีการฝึกฝนศักยภาพที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ

ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)

หลักสูตร : มีความเชื่อว่าเด็ก จะเรียนรู้โดยอาศัยประสบการณ์ในชีวิตเป็นสำคัญ

โรงเรียน : มีความเชื่อว่าโรงเรียน คือ แบบจำลองที่ดีงาม ของชีวิตและสังคม ดังนั้นบทบาทของโรงเรียนจึงต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิตจริงให้แก่ผู้เรียนโดยจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับสภาพสังคม และ การดำเนินชีวิตจริง

ผู้สอน : เชื่อว่าครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์กว้างขวางเพื่อช่วยให้เด็กก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางของการเรียนรู้อย่างเต็มที่

กระบวนการเรียนการสอน : เน้นการฝึกการกระทำ (LEARNING BY DOING) เพื่อให้เกิดประสบการณ์โดยตรง การเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริงต้องใช้กระบวนการแก้ปัญหา

ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (RECONSTRUCTIONISM)

กระบวนการเรียนการสอน 
เน้นให้ผู้เรียนสำรวจความสนใจความต้องการของตนเอง สนองความสนใจด้วยการค้นคว้า การอภิปรายและแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสังคมวิธีการเรียนการสอนเป็นวิธีการแก้ปัญหาของสังคมโดยตรงอาศัยวิธีแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ วิธีการแบบโครงการ วิธีการของปรัชญา และวิธีการทางประวัติศาสตร์ 

สถาบันการศึกษา 
สถาบันการศึกษาต้องสนใจในเรื่องอนาคต นำทางให้ผู้เรียนพบสังคมใหม่ให้ผู้เรียนพร้อมที่จะวางแผนให้กับสังคมใหม่ และทำงาน ร่วมกับสมาชิกอื่น ๆ ในสังคมเพื่อจุดหมายร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งประชาธิปไตย รับฟังความคิดเห็น คนส่วนใหญ่ และนำไปปฏิบัติสถาบันมีหน้าที่ผลิตเด็กให้สามารถช่วยแก้ปัญหาและสร้างสังคมใหม่ที่มีความเท่าเทียม ความยุติธรรมในสังคม 

ผู้บริหาร 
ต้องมีความคิดกว้างไกล เป็นนักปฏิรูป ชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และลงมือปฏิบัติเนินงานในฐานะผู้นำสร้างระเบียบสังคมใหม่ที่ดีให้เกิดขึ้น เพื่อความเหมาะสมกับค่านิยมและวัฒนธรรม ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป

ผู้สอน 
ครูต้องเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตยและนำไปสอนแก่ผู้เรียนต้องเป็นผู้บุกเบิก นักแก้ปัญหา สนใจเรื่องสังคมและปัญหาสังคมอย่างกว้างขวางเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น และคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์ในการพัฒนาสังคม ช่วยแก้ไขปัญหาสังคม 

ผู้เรียน 
เป็นผู้ได้รับการปลูกฝังให้มีความสำนึกในหน้าที่ พร้อมปฏิบัติทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมได้รับการฝึกฝนให้รู้จักเทคนิค และวิธีการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาสังคมตามแนวทางประชาธิปไตย โดยครูและนักเรียนร่วมมือกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้เรียนต้องเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกัน เพื่อการวางแผนปฏิรูปสังคมในอนาคต 

วิธีสอน 
ควรสร้างบรรยากาศของการมีอิสระ มิใช่ด้วยการบังคับ เสนอแนะวิธีแก้ปัญหา การจัดตารางสอนควรมีการยืดหยุ่น ศึกษาโดยการค้นคว้าและอภิปรายเป็นหลัก ให้ผู้เรียนรู้จักวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับอนาคต การสอนของครูกับผู้เรียนจึงควรทำงานร่วมกัน วางแผน แก้ปัญหา เช่น วิธีการทางวิทยาศาสตร์ วิธีการวางโครงการ หรือวิธีแก้ปัญหา 

หลักสูตร 
เน้นสังคมเป็นหลัก ผู้เรียนต้องเข้าใจสภาพของสังคมดีพอ และมองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาสังคม เช่น ความยากจน การจราจร ยาเสพติด

ปฏิรูป หรือ Reconstruct หมายถึง การบูรณะหรือการสร้างขึ้นใหม่ ปฏิรูปนิยมจึงมุ่งการปฏิรูปสังคม ขึ้นมาใหม่ เพราะถือว่าสังคมในปัจจุบันมีปัญหา ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และศิลปวัฒนธรรมเป็นเหตุต้องแก้ปัญหาอยู่เรื่อย ๆ จึงต้องหาทางสร้างค่านิยมและแบบแผนของสังคมขึ้นใหม่ 

ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม (EXISTENTIALISM)

อัตถิภาวนิยม มาจากภาษามคธ อัต = ความเป็นอยู่ + ภาวะ = สภาพความมีอยู่ (Existense) ซึ่งนักปรัชญาไทยแปลว่า ภาววาท หรืออัตตนิยม ซึ่งหมายถึง เรื่องที่กล่าว ความมีอยู่ของตนเอง ของมนุษย์ทั้งสิ้นอัตถิภาวนิยม มาจากภาษามคธ อัต = ความเป็นอยู่ + ภาวะ = สภาพความมีอยู่ (Existense) ซึ่งนักปรัชญาไทยแปลว่า ภาววาท หรืออัตตนิยม ซึ่งหมายถึง เรื่องที่กล่าว ความมีอยู่ของตนเอง ของมนุษย์ทั้งสิ้น และเมื่อเลือกกระทำหรือตัดสินใจแล้วก็ต้องรับผิดชอบในการเลือกกระทำหรือตัดสินใจนั้น ๆ ด้วย ดังนั้นจึงอาจจะกล่าวได้ว่า ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยมนี้ “เป็นแนวทางที่นำไปสู่การหลุดพ้นจากกรอบแห่งวัฒนธรรมของสังคม”

พุทธปรัชญาการศึกษา (BUDDHISM)

พุทธปรัชญาการศึกษา มาจากคำว่า Buddhishic Philosophy of Education ซึ่งได้แนวคิดมาจากพระพุทธศาสนา (Buddhism) จากพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธจ้า และปรัชญาการศึกษาอื่นๆ การศึกษาในพุทธปรัชญา คือ การศึกษาเพื่อให้เข้าใจความจริง เข้าใจความหมายของชีวิต ทั้งดำรงชีวิตให้สอดคล้องสัมพันธ์กับความจริง 

พุทธปรัชญา ได้นำหลักเหตุและผลไปวิเคราะห์และอธิบายความจริงและความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายในโลก ได้ชี้แนะให้ทราบว่าอะไรคือความเป็นเลิศ หรือความดีที่พึ่งปรารถนาในชีวิต และจะศึกษาปฏิบัติให้เป็นผลได้อย่างไร 

ความสำคัญของปรัชญาการศึกษาไทย

การศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เครื่องมือในการเตรียมประชากรให้มีคุณภาพ คือ การศึกษา การจัดการศึกษาของประเทศใดถ้าไม่ยึดการศึกษาที่ถูกต้องก็ไม่มีทางที่จะทำให้ประเทศเจริญไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ปรัชญาการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดแนวทางในการพัฒนาประเทศ

แนวคิด ทฤษฎีทางการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

ทฤษฎีทางการศึกษา

เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการเรียนรู้ หรือการเอื้อให้เกิดการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้ (THEORIES OF LEARNING)

การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร เป็นผลมาจากประสบการณ์ต่าง ๆ ทฤษฎีการเรียนรู้เป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเทคนิคต่าง ๆ ที่เกิดจากการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้แนวคิดพฤติกรรมนิยม

– มีแนวคิดความเชื่อว่าสิ่งเร้า (Stimula)

– ทำให้เกิดการเรียนรู้ และเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง (Response)

– เรียกว่าเกิดพฤติกรรม (Behavior)

– ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มพฤติกรรมนิยม

ทฤษฎีการเรียนรู้ของพาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov)

การตอบสนองหรือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้าหนึ่งมักมีเงื่อนไขหรือ สถานการณ์เกิดขึ้น ซึ่งในสภาพปกติหรือในชีวิตประจำวันการตอบสนองเช่นนั้นอาจไม่มี เช่น กรณีสุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งและน้ำลายไหล เสียงกระดิ่งเป็นสิ่งเร้าที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข พาพลอฟ เรียกว่า สิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข และปฏิกิริยาน้ำลายไหล เป็นการตอบสนองที่เรียกว่าการตอบสนองที่มีเงื่อนไข 

การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorndike)

การเรียนรู้ คือ การที่ผู้เรียนสามารถสร้างความสัมพันธ์ เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า และตอบสนองและได้รับความพึงพอใจจะทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (operant Conditioning Thepry)

สกินเนอร์ ได้อธิบายคำว่า “พฤติกรรม” ว่าประกอบด้วย องค์ประกอบ 3 ตัว


1.  Antecedents คือ  เงื่อนไขนำหรือสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม (สิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อน) ทุกพฤติกรรมต้องมีเงื่อนไขนำ เช่น วันนี้ต้องเข้าเรียนบ่ายโมง พฤติกรรมเราถูกกำหนดด้วยเวลา               

 2.   Behavior คือ พฤติกรรมที่แสดงออก               

 3.  Consequences หรือผลกรรม เกิดขึ้นหลังการทำพฤติกรรม เป็นตัวบอกว่าเราจะทำพฤติกรรมนั้นอีกหรือไม่ ดังนั้น ไม่มีใครที่ทำอะไรแล้วไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งเรียกย่อๆ ว่า A-B-C ซึ่งทั้ง 3 จะดำเนินต่อเนื่องไป ผลที่ได้รับจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อนอันนำไปสู่การเกิดพฤติกรรมและนำไปสู่ผลที่ได้รับตามลำดับ


ทฤษฎีความรู้ความเข้าใจหรือทฤษฎีปรัชญาปัญญานิยม

จากหลักการ Field theory ซึ่งเลวิน (lewin) เป็นผู้เสนอไว้แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดการศึกษาพฤติกรรมควรเน้นความสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการคิดและการรับรู้ของตน

ทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มแนวคิดมนุษย์นิยม

ผู้นำแนวคิดมนุษยนิยม คือ มาสโลว์ มีความเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดี ติดตัวมาแต่เกิด มนุษย์เป็นผู้ที่มีอิสระสามารถที่จะพึ่งตนเองได้

ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple intelligence) ของการ์ดเนอร์ (Gardner)

ได้เสนอแนวคิดว่าสติปัญญาของมนุษย์ไม่ได้มีเฉพาะเหตุผลเชิงตระกะ และความสามารถทางภาษาแต่ยังมีสติปัญญาอีกหลาย ๆ ด้าน

– สติปัญญาด้านดนตรี

– สติปัญญาการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ

– สติปัญญาด้านการใช้เหตุผลเชิงตระกะและคณิตศาสตร์

– สติปัญญาด้านภาษา

– สติปัญญาด้านเนื้อหามิติสัมพันธ์

– สติปัญญาด้านการเข้ากับผู้อื่น

– สติปัญญาด้านการเข้าใจผู้อื่น

– สติปัญญาด้านเข้าใจในธรรมชาติ

ความหมายแนวคิดของการศึกษา

คำว่า “การศึกษา” ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษว่า “education”

ความหมายของการศึกษาตามทัศนะของนักปรัชญา และนักการศึกษาตะวันตกนักปรัชญาและนักการศึกษาชาวตะวันตก

นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงโด่งดังของโลกได้ให้ ความหมายของการศึกษาไว้ในลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น

พลาโต “การศึกษา คือ ความสามารถที่จำให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นสุขและเป็นทุกข์ได้ในโอกาสที่เหมาะสม และพัฒนาสิ่งที่เป็นความงามและ สิ่งที่สมบูรณ์ทุกอย่าง ซึ่งผู้เรียนอาจทำให้เกิดขึ้นได้”

อริสโตเติล เป็นนักปราชญ์ชาวกรีก  การศึกษาตามแนวความคิดของอริสโตเติลคือ “การศึกษา คือ การสร้างสรรค์ให้ผู้เรียนมีจิตใจสมบูรณ์ และมีร่างกายที่แข็งแรง มีพลานามัย การศึกษาจะช่วยทำให้ความสามารถทางจิตใจของมนุษย์พัฒนาสูงขึ้น จนสามารถบรรลุถึงความจริง ความดีและความงามอย่างสูงสุด ซึ่งจะเป็นผลส่งให้บรรลุถึงความสุขสมบูรณ์ในที่สุด”

เปสตาลอซซี แนวความคิดของเปสตาลอซซี เชื่อว่า “การศึกษา คือการพัฒนาพลังภายในของมนุษย์ โดยให้พัฒนาไปตามธรรมชาติ และให้ พัฒนาก้าวหน้าพร้อมกันไปอย่างได้สัดส่วน”

แนวคิดและทฤษฎีทางศาสนา


          1. ความไม่รู้และความกลัว
          2. ความจงรักภักดี
          3. ปัญญาหรือความรู้

แนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐกิจ พื้นฐานแนวคิดและทฤษฎีที่สำคัญของเศรษฐกิจกับการศึกษา 
1. แนวคิดการศึกษาเป็นอุตสาหกรรม
2. แนวคิดการศึกษาเป็นการลงทุน
3. ทฤษฎีทุนมนุษย์

สรุปใจความสำคัญจากการเสนอของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3



กลุ่มที่ 1 เรื่อง ความรู้พื้นฐานการศึกษา

  1. ความหมายของการจัดการศึกษา
            การจัดการศึกษาเป็นกระบวนการที่มีองค์ประกอบหลายประการ เพื่อนําไปสู่เป้าหมายที่พึง ปรารถนาในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ การจัดการศึกษาจึงเป็นความจําเป็นที่ทุกประเทศต้องดําเนินการ เพื่อยกระดับคุณภาพประชากรและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันระหว่างประเทศ

2. จุดมุ่งหมายของการศึกษาไทยยุคปัจจุบันตามแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 25201. ให้มีความเคารพต่อสิทธิหน้าที่ของตน และของผู้อื่น มีระเบียบวินัย มีความเคารพปฏิบัติต่อกฎหมายและหลักธรรม
2. ให้มีความเข้าใจและกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศตามวิธีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

3.ให้มีความรับผิดชอบต่อชาติ ต่อท้องถิ่น ต่อครอบครัวและต่อตนเอง ให้มีความสำนึกเป็นคนไทยร่วมกัน
4. ให้มีความมั่นคง และผดุงความเสมอภาค ความสุจริต และความยุติธรรม

5. ให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
6. ให้มีความขยันหมั่นเพียร มีความสามารถในการประกอบอาชีพและดารจับจ่ายใช้สอยอย่างประหยัด

7. ให้มีความสามารถในการติดต่อทำความเข้าใจ และความร่วมมือซึ่งกันและกัน รู้จักแสวงหาความจริง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักแก้ปัญหาและข้อขัดแย้งด้วยสติปัญญาและโดยสันติวิธี
8. ให้มีความรู้ความเข้าใจ และคุณค่าในวิทยาการศิลปวัฒนธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรของประเทศ

3. ลักษณะของการจัดการศึกษาการศึกษาในระบบ

          การศึกษาในระบบ (formal education) เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอนโดยการศึกษาในระบบ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

ระดับปฐมวัย

ระดับประถมศึกษา

ระดับมัธยมศึกษา

ระดับอาชีวศึกษา

การศึกษาพิเศษ

การศึกษานอกระบบโรงเรียน

          ตามความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้ให้นิยามเกี่ยวกับการศึกษานอกระบบโรงเรียน ความว่าเป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา

การศึกษาตามอัธยาศัย

การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้ให้ความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัยว่าเป็นการศึกษาที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สิ่งแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ดังนั้นถือได้ว่าการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้เช่นเดียวกัน

การศึกษาในรูปแบบอื่นๆ

การศึกษาทางเลือกเป็นการศึกษาที่มีความแตกต่างจากการศึกษาในกระแสหลัก โดยยึดความต้องการของชุมชนในท้องถิ่นเป็นหลัก ใช้กระบวนการสอนที่มีความหลากหลายรูปแบบ และหยิบยกปรัชญาการศึกษาหลายๆปรัชญาเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยการศึกษาในรูปแบบนี้ถือได้ว่าเป็นการศึกษาที่เป็นอุดมคติ และลดบทบาทของการจัดการศึกษาในรูปแบบของโรงเรียนลง

4. องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเดียวกับตัวผู้เรียน ได้แก่ เชาวน์ปัญญาความถนัดความรู้พื้นฐานหรือความรู้เดิมของนักเรียน และอารมณ์ เป็นแรงจูงใจความสนใจ ทัศนคติและนิสัยในการเรียน ความนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง ตลอดจนการปรับตัวและบุคลิกภาพอื่น ๆ

2. องค์ประกอบทางสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมทางครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย ความคาดหวังของบิดามารดา สังคม การเมือง

5. ความสำคัญของการจัดการศึกษา

5.1 ความศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของคนในชาติ

5.2 การศึกษาช่วยวางรากฐานของชาติ โดยนำความรู้ในอดีตมาผสมผสานกับปัจจุบัน เพื่อวางพื้นฐานอนาคตของชาติให้แก่คนรุ่นหลัง

5.3 การศึกษาถ่ายทอดค่านิยม เจตคติ วัฒนธรรม และอารยธรรม ของบรรพบุรุษให้แก่ชนรุ่นหลัง

5.4 การศึกษาให้ความรู้ในการประกอบอาชีพทุกด้าน และให้การฝึกอบรมวิธีการดำรงความเป็นชาติ

5.5 การศึกษาช่วยดำรงค่านิยม และรูปแบบของสังคม ที่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ

5.6 การศึกษาเป็นกระบวนการปรับตัวเพื่อให้สมาชิกในสังคมรู้จักปรับตัว และอยู่ในสังคมได้อย่างสันติ

5.7 การศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการอยู่รอดปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศชาติ

ในส่วนของวิดีโอ

  1. การศึกษาไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0 วิดีโอมีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศไทย ที่ยังไม่มีการพัฒนาที่มากพอ ยังเป็นการศึกษาแบบล้าหลัง ประเทศไทยควรจัดการศึกษาให้มีความทันสมัย และเท่าทันต่อเทคโนโลยีให้มากกว่านี้
  2. เรียนแบบฟิน ๆ ในฟินแลนด์ วิดีโอนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ มีการเปรียบเทียบการศึกษาของประเทศไทยกับการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก คือ การศึกษาในประเทศไทยไม่เหมือนฟินแลนด์เลย การศึกษาในประเทศฟินแลนด์ จะมีจุดเด่น ดังนี้
  3. แข่งขันไม่สำคัญเท่าร่วมมือ
  4. ครูเป็นอาชีพมีศักดิ์ศรีและรายได้สูง
  5. การศึกษาอยู่บนรากฐานของงานวิจัย
  6. ฟินแลนด์ไม่กลัวที่จะทดลอง
  7. เวลาเล่นศักดิ์สิทธิ์เท่าเวลาเรียน
  8. เด็กมีการบ้านน้อยมาก
  9. อนุบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

กลุ่มที่ 3 เรื่องปรัชญาการศึกษา

จอร์จ เอฟ เนสเลอร์

ปรัชญาการศึกษา คือ การค้นหาความเข้าใจในเรื่องการศึกษาทั้งหมด การตีความหมายโดยการใช้ความคิดรวบยอดทั่วไปที่จะช่วยแนะแนวทางในการเลือกจุดมุ่งหมายและนโยบายของการศึกษา

สุมิตร คุณานุกร

ปรัชญาการศึกษา คือ อุดมคติ อุดมการณ์อันสูงสุด ซึ่งยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษา มีบทบาทในการเป็นแม่บท เป็นตนกำเนิดความคิดในการกำหนดความมุ่งหมายของการศึกษาและเป็นแนวทางในการจัดการศึกษา ตลอดจนถึงกระบวนการในการเรียนการสอน

ลักษณะของปรัชญาการศึกษา

             ลักษณะของวิชาปรัชญาการศึกษาส่วนหนึ่งคือ การอธิบายถึงแนวความคิดของปรัชญาการศึกษาว่าทําไมจึงมีแนวคิดเช่นนั้น มีหลัก การคิดอย่างไร

การวิจารณ์-ประเมินผล

          ลักษณะของปรัชญาการศึกษาส่วนหนึ่ง คือ การวิเคราะห์ และวิจารณ์ความคิดต่างๆ ทางการศึกษา และประเมินผลดูว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับ การศึกษาในปัจจุบัน มีความถูกต้องแม่นยําเพียงใดและความคิดเหล่านั้นมีผลกระทบต่อการจัดการ ศึกษามากน้อยเพียงใด

การอนุมาน

        ลักษณะอีกส่วนหนึ่งของปรัชญาการศึกษาคือ การอนุมาน หรือการคาดคะเนว่า ความคิดของเราเกี่ยวกับการศึกษาหรือปรัชญา จะมีรูปแบบเป็นอย่างอื่นได้ หรือไม่

แนวทางในการพิจารณาปรัชญาการศึกษา

ปรัชญาการศึกษาที่ยึดเนื้อหาทางปรัชญาทั่วไปเป็นแม่บท ปรัชญาการศึกษาแบบนี้ เป็นแบบเก่า เป็นความพยายามในการนําหลักการต่าง ๆ จากปรัชญาแม่บทมาประยุกต์ใช้กับ การศึกษา

ปรัชญาการศึกษาที่มาจากความคิดของนักปรัชญาแต่ละคน ปรัชญาการศึกษาใน แนวนี้ใช้ระบบปรัชญาของนักปรัชญาแต่ละคนเป็นฐานในการประยุกต์ใช้กับการศึกษา

          ปรัชญาการศึกษาที่ยึดตัวการศึกษาเป็นแกนกลาง แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ศึกษาถึง เป้าหมายและวิธีการทางการศึกษาโดยเฉพาะ

ปรัชญาการศึกษาที่มุ่งหาความกระจ่างในแนวคิดและกิจกรรมการศึกษาปรัชญาการ ศึกษาในแนวนี้ ปรัชญามีลักษณะเป็นกิจกรรมของการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือการหาความกระจ่างให้กับความคิดต่าง ๆ

          ข้อดีของปรัชญา การศึกษาในแนวนี้ เป็นการเสนอความคิดที่ท้าทายและบางครั้งก็เป็นความคิดใหม่ๆ ส่วนข้อเสียก็คือ การวิเคราะห์เชิงปรัชญานั้นอาจทําได้ยากสําหรับผู้ที่ ไม่มีพื้นฐานทางปรัชญามาก่อน

หน้าที่ของปรัชญาการศึกษา

เป็นแกนกลางในการจัดดําเนินการศึกษา ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยไม่มีปรัชญา การศึกษาเป็นของตนเอง ที่จัด ๆ มาก็เพียงแต่อาศัยนโยบาย ความมุ่งหมายที่มักจะสร้างขึ้นตาม สามัญสํานึกและประสบการณ์ของผู้มีอํานาจ

ทําหน้าที่กําหนดบทบาทของบุคคลและสังคม พร้อมทั้งวางแนวทางปฏิบัติตามวิถี ทางของระบบการศึกษาที่มีปรัชญา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกคนจะได้คิด พูดและกระทําใน ทิศทางอันเดียวกัน

ทําหน้าที่ให้ระบบต่างๆ ของสังคมเป็นที่ยอมรับของสมาชิก และจะทําให้ผู้เกี่ยวข้อง กับการศึกษาเกิดความจงรักภักดีต่อระบบการศึกษา และเกิดอิทธิบาทสี่ต่อการดําเนินงานการ ศึกษาด้วย

ทําหน้าที่ระดมสรรพกําลังเพื่อจุดหมายทางการศึกษา และการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

ปรัชญาการศึกษาของตะวันตกและตะวันออกกับการศึกษาไทย

ปรัชญาการศึกษาตะวันตก เน้นการค้นหาความจริงของโลก หมายความว่า ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการสืบค้นจะต้องมีหลักฐานมายืนยันไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์หรือสถิติต่างๆ ที่ผู้รู้ทั้งหลายได้ใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตค้นหามาได้

ปรัชญาตะวันออก เน้นเรื่องหลักการและวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้น น่าจะสอดรับการศึกษาของไทยมากกว่าตามความเห็นของผู้เขียน เพราะเหตุผลในเรื่องของความเป็นมนุษย์ที่ย่อมต้องมีเรื่องของจิตใจหรือจิตวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้อง

          ความแตกต่างของปรัชญาการศึกษาตะวันตกและตะวันออก

ตะวันตก
เป็นการประติดประต่อความคิดของหลายๆ คนเข้าด้วยกัน โดยที่แต่ละคนก็คิดกันคนละฐาน
เป็นการพยายามแสวงหาคำตอบเพื่อแก้ความสงสัย ฐานของปรัชญาตะวันตกคือความสงสัย 
เป็นการพยายามหาทางทำลายความสงสัย
แสวงหาความรู้จากสิ่งภายนอกเพื่ออธิบายความจริงภายใน
มุ่งศึกษาความจริงส่วนรวมเพื่อเอามาอธิบายความจริงส่วนย่อย
เริ่มต้นการศึกษาโดยอาศัยการสังเกตหรือประสบการณ์จากภายนอก แล้วจึงพยายามตีความตามหลักเหตุผล

ตะวันออก
อาศัยความตรัสรู้ของคนใดคนหนึ่งเป็นฐานแล้วขยายต่อออกไปตามเหตุผล หรือความสามารถทางสติปัญญาของนักคิดหรือผู้อธิบายแต่ละคน
เป็นการอธิบายหรือขยายความของความตรัสรู้ตามหลักเหตุผล ฐานของปรัชญาตะวันออก คือความตรัสรู้หรือความรู้อันสมบูรณ์แล้ว
แสวงหาความรู้จากสิ่งภายในเพื่ออธิบายความจริงภายนอก
มุ่งแสวงหาความจริงส่วนย่อยเพื่ออธิบายความจริงส่วนรวม
เริ่มต้นการศึกษาด้วยการเพ่งพินิจภายในจนเห็นความจริง แล้วจึงอธิบายความจริงนั้นตามที่ตนเห็น

แนวคิดนักปรัชญาการศึกษา

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของเพลโต
        เพลโตมีแนวความคิดเกี่ยวกับสังคมปรัชญาว่า สัญชาตญาณใต้ศึกษาของมนุษยชาติ เป็นพื้นฐานขั้นแรกของระบบสังคมที่มีแบบแผนของมนุษย์ มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของออกัสติน
        ออกัสตินไม่เห็นด้วยกับการจัดการศึกษาแบบโรมันและกรีก เขากล่าวโต้แย้งว่า “ไม่มีใคร สามารถสอนคนอื่นได้ พระเจ้าเท่านั้น

กลุ่มที่ 1 เรื่อง ความรู้พื้นฐานการศึกษา

  1. ความหมายของการจัดการศึกษา
            การจัดการศึกษาเป็นกระบวนการที่มีองค์ประกอบหลายประการ เพื่อนําไปสู่เป้าหมายที่พึง ปรารถนาในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ การจัดการศึกษาจึงเป็นความจําเป็นที่ทุกประเทศต้องดําเนินการ เพื่อยกระดับคุณภาพประชากรและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันระหว่างประเทศ

2. จุดมุ่งหมายของการศึกษาไทยยุคปัจจุบันตามแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 25201. ให้มีความเคารพต่อสิทธิหน้าที่ของตน และของผู้อื่น มีระเบียบวินัย มีความเคารพปฏิบัติต่อกฎหมายและหลักธรรม
2. ให้มีความเข้าใจและกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศตามวิธีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

3.ให้มีความรับผิดชอบต่อชาติ ต่อท้องถิ่น ต่อครอบครัวและต่อตนเอง ให้มีความสำนึกเป็นคนไทยร่วมกัน
4. ให้มีความมั่นคง และผดุงความเสมอภาค ความสุจริต และความยุติธรรม

5. ให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
6. ให้มีความขยันหมั่นเพียร มีความสามารถในการประกอบอาชีพและดารจับจ่ายใช้สอยอย่างประหยัด

7. ให้มีความสามารถในการติดต่อทำความเข้าใจ และความร่วมมือซึ่งกันและกัน รู้จักแสวงหาความจริง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักแก้ปัญหาและข้อขัดแย้งด้วยสติปัญญาและโดยสันติวิธี
8. ให้มีความรู้ความเข้าใจ และคุณค่าในวิทยาการศิลปวัฒนธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรของประเทศ

3. ลักษณะของการจัดการศึกษาการศึกษาในระบบ

          การศึกษาในระบบ (formal education) เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอนโดยการศึกษาในระบบ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

ระดับปฐมวัย

ระดับประถมศึกษา

ระดับมัธยมศึกษา

ระดับอาชีวศึกษา

การศึกษาพิเศษ

การศึกษานอกระบบโรงเรียน

          ตามความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้ให้นิยามเกี่ยวกับการศึกษานอกระบบโรงเรียน ความว่าเป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา

การศึกษาตามอัธยาศัย

การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้ให้ความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัยว่าเป็นการศึกษาที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สิ่งแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ดังนั้นถือได้ว่าการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้เช่นเดียวกัน

การศึกษาในรูปแบบอื่นๆ

การศึกษาทางเลือกเป็นการศึกษาที่มีความแตกต่างจากการศึกษาในกระแสหลัก โดยยึดความต้องการของชุมชนในท้องถิ่นเป็นหลัก ใช้กระบวนการสอนที่มีความหลากหลายรูปแบบ และหยิบยกปรัชญาการศึกษาหลายๆปรัชญาเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยการศึกษาในรูปแบบนี้ถือได้ว่าเป็นการศึกษาที่เป็นอุดมคติ และลดบทบาทของการจัดการศึกษาในรูปแบบของโรงเรียนลง

4. องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเดียวกับตัวผู้เรียน ได้แก่ เชาวน์ปัญญาความถนัดความรู้พื้นฐานหรือความรู้เดิมของนักเรียน และอารมณ์ เป็นแรงจูงใจความสนใจ ทัศนคติและนิสัยในการเรียน ความนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง ตลอดจนการปรับตัวและบุคลิกภาพอื่น ๆ

2. องค์ประกอบทางสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมทางครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย ความคาดหวังของบิดามารดา สังคม การเมือง

5. ความสำคัญของการจัดการศึกษา

5.1 ความศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของคนในชาติ

5.2 การศึกษาช่วยวางรากฐานของชาติ โดยนำความรู้ในอดีตมาผสมผสานกับปัจจุบัน เพื่อวางพื้นฐานอนาคตของชาติให้แก่คนรุ่นหลัง

5.3 การศึกษาถ่ายทอดค่านิยม เจตคติ วัฒนธรรม และอารยธรรม ของบรรพบุรุษให้แก่ชนรุ่นหลัง

5.4 การศึกษาให้ความรู้ในการประกอบอาชีพทุกด้าน และให้การฝึกอบรมวิธีการดำรงความเป็นชาติ

5.5 การศึกษาช่วยดำรงค่านิยม และรูปแบบของสังคม ที่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ

5.6 การศึกษาเป็นกระบวนการปรับตัวเพื่อให้สมาชิกในสังคมรู้จักปรับตัว และอยู่ในสังคมได้อย่างสันติ

5.7 การศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการอยู่รอดปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศชาติ

ในส่วนของวิดีโอ

  1. การศึกษาไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0 วิดีโอมีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศไทย ที่ยังไม่มีการพัฒนาที่มากพอ ยังเป็นการศึกษาแบบล้าหลัง ประเทศไทยควรจัดการศึกษาให้มีความทันสมัย และเท่าทันต่อเทคโนโลยีให้มากกว่านี้
  2. เรียนแบบฟิน ๆ ในฟินแลนด์ วิดีโอนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ มีการเปรียบเทียบการศึกษาของประเทศไทยกับการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก คือ การศึกษาในประเทศไทยไม่เหมือนฟินแลนด์เลย การศึกษาในประเทศฟินแลนด์ จะมีจุดเด่น ดังนี้
  3. แข่งขันไม่สำคัญเท่าร่วมมือ
  4. ครูเป็นอาชีพมีศักดิ์ศรีและรายได้สูง
  5. การศึกษาอยู่บนรากฐานของงานวิจัย
  6. ฟินแลนด์ไม่กลัวที่จะทดลอง
  7. เวลาเล่นศักดิ์สิทธิ์เท่าเวลาเรียน
  8. เด็กมีการบ้านน้อยมาก
  9. อนุบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

กลุ่มที่ 3 เรื่องปรัชญาการศึกษา

จอร์จ เอฟ เนสเลอร์

ปรัชญาการศึกษา คือ การค้นหาความเข้าใจในเรื่องการศึกษาทั้งหมด การตีความหมายโดยการใช้ความคิดรวบยอดทั่วไปที่จะช่วยแนะแนวทางในการเลือกจุดมุ่งหมายและนโยบายของการศึกษา

สุมิตร คุณานุกร

ปรัชญาการศึกษา คือ อุดมคติ อุดมการณ์อันสูงสุด ซึ่งยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษา มีบทบาทในการเป็นแม่บท เป็นตนกำเนิดความคิดในการกำหนดความมุ่งหมายของการศึกษาและเป็นแนวทางในการจัดการศึกษา ตลอดจนถึงกระบวนการในการเรียนการสอน

ลักษณะของปรัชญาการศึกษา

             ลักษณะของวิชาปรัชญาการศึกษาส่วนหนึ่งคือ การอธิบายถึงแนวความคิดของปรัชญาการศึกษาว่าทําไมจึงมีแนวคิดเช่นนั้น มีหลัก การคิดอย่างไร

การวิจารณ์-ประเมินผล

          ลักษณะของปรัชญาการศึกษาส่วนหนึ่ง คือ การวิเคราะห์ และวิจารณ์ความคิดต่างๆ ทางการศึกษา และประเมินผลดูว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับ การศึกษาในปัจจุบัน มีความถูกต้องแม่นยําเพียงใดและความคิดเหล่านั้นมีผลกระทบต่อการจัดการ ศึกษามากน้อยเพียงใด

การอนุมาน

        ลักษณะอีกส่วนหนึ่งของปรัชญาการศึกษาคือ การอนุมาน หรือการคาดคะเนว่า ความคิดของเราเกี่ยวกับการศึกษาหรือปรัชญา จะมีรูปแบบเป็นอย่างอื่นได้ หรือไม่

แนวทางในการพิจารณาปรัชญาการศึกษา

ปรัชญาการศึกษาที่ยึดเนื้อหาทางปรัชญาทั่วไปเป็นแม่บท ปรัชญาการศึกษาแบบนี้ เป็นแบบเก่า เป็นความพยายามในการนําหลักการต่าง ๆ จากปรัชญาแม่บทมาประยุกต์ใช้กับ การศึกษา

ปรัชญาการศึกษาที่มาจากความคิดของนักปรัชญาแต่ละคน ปรัชญาการศึกษาใน แนวนี้ใช้ระบบปรัชญาของนักปรัชญาแต่ละคนเป็นฐานในการประยุกต์ใช้กับการศึกษา

          ปรัชญาการศึกษาที่ยึดตัวการศึกษาเป็นแกนกลาง แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ศึกษาถึง เป้าหมายและวิธีการทางการศึกษาโดยเฉพาะ

ปรัชญาการศึกษาที่มุ่งหาความกระจ่างในแนวคิดและกิจกรรมการศึกษาปรัชญาการ ศึกษาในแนวนี้ ปรัชญามีลักษณะเป็นกิจกรรมของการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือการหาความกระจ่างให้กับความคิดต่าง ๆ

          ข้อดีของปรัชญา การศึกษาในแนวนี้ เป็นการเสนอความคิดที่ท้าทายและบางครั้งก็เป็นความคิดใหม่ๆ ส่วนข้อเสียก็คือ การวิเคราะห์เชิงปรัชญานั้นอาจทําได้ยากสําหรับผู้ที่ ไม่มีพื้นฐานทางปรัชญามาก่อน

หน้าที่ของปรัชญาการศึกษา

เป็นแกนกลางในการจัดดําเนินการศึกษา ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยไม่มีปรัชญา การศึกษาเป็นของตนเอง ที่จัด ๆ มาก็เพียงแต่อาศัยนโยบาย ความมุ่งหมายที่มักจะสร้างขึ้นตาม สามัญสํานึกและประสบการณ์ของผู้มีอํานาจ

ทําหน้าที่กําหนดบทบาทของบุคคลและสังคม พร้อมทั้งวางแนวทางปฏิบัติตามวิถี ทางของระบบการศึกษาที่มีปรัชญา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกคนจะได้คิด พูดและกระทําใน ทิศทางอันเดียวกัน

ทําหน้าที่ให้ระบบต่างๆ ของสังคมเป็นที่ยอมรับของสมาชิก และจะทําให้ผู้เกี่ยวข้อง กับการศึกษาเกิดความจงรักภักดีต่อระบบการศึกษา และเกิดอิทธิบาทสี่ต่อการดําเนินงานการ ศึกษาด้วย

ทําหน้าที่ระดมสรรพกําลังเพื่อจุดหมายทางการศึกษา และการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

ปรัชญาการศึกษาของตะวันตกและตะวันออกกับการศึกษาไทย

ปรัชญาการศึกษาตะวันตก เน้นการค้นหาความจริงของโลก หมายความว่า ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการสืบค้นจะต้องมีหลักฐานมายืนยันไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์หรือสถิติต่างๆ ที่ผู้รู้ทั้งหลายได้ใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตค้นหามาได้

ปรัชญาตะวันออก เน้นเรื่องหลักการและวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้น น่าจะสอดรับการศึกษาของไทยมากกว่าตามความเห็นของผู้เขียน เพราะเหตุผลในเรื่องของความเป็นมนุษย์ที่ย่อมต้องมีเรื่องของจิตใจหรือจิตวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้อง

          ความแตกต่างของปรัชญาการศึกษาตะวันตกและตะวันออก

ตะวันตก
เป็นการประติดประต่อความคิดของหลายๆ คนเข้าด้วยกัน โดยที่แต่ละคนก็คิดกันคนละฐาน
เป็นการพยายามแสวงหาคำตอบเพื่อแก้ความสงสัย ฐานของปรัชญาตะวันตกคือความสงสัย 
เป็นการพยายามหาทางทำลายความสงสัย
แสวงหาความรู้จากสิ่งภายนอกเพื่ออธิบายความจริงภายใน
มุ่งศึกษาความจริงส่วนรวมเพื่อเอามาอธิบายความจริงส่วนย่อย
เริ่มต้นการศึกษาโดยอาศัยการสังเกตหรือประสบการณ์จากภายนอก แล้วจึงพยายามตีความตามหลักเหตุผล

ตะวันออก
อาศัยความตรัสรู้ของคนใดคนหนึ่งเป็นฐานแล้วขยายต่อออกไปตามเหตุผล หรือความสามารถทางสติปัญญาของนักคิดหรือผู้อธิบายแต่ละคน
เป็นการอธิบายหรือขยายความของความตรัสรู้ตามหลักเหตุผล ฐานของปรัชญาตะวันออก คือความตรัสรู้หรือความรู้อันสมบูรณ์แล้ว
แสวงหาความรู้จากสิ่งภายในเพื่ออธิบายความจริงภายนอก
มุ่งแสวงหาความจริงส่วนย่อยเพื่ออธิบายความจริงส่วนรวม
เริ่มต้นการศึกษาด้วยการเพ่งพินิจภายในจนเห็นความจริง แล้วจึงอธิบายความจริงนั้นตามที่ตนเห็น

แนวคิดนักปรัชญาการศึกษา

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของเพลโต
        เพลโตมีแนวความคิดเกี่ยวกับสังคมปรัชญาว่า สัญชาตญาณใต้ศึกษาของมนุษยชาติ เป็นพื้นฐานขั้นแรกของระบบสังคมที่มีแบบแผนของมนุษย์ มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของออกัสติน
        ออกัสตินไม่เห็นด้วยกับการจัดการศึกษาแบบโรมันและกรีก เขากล่าวโต้แย้งว่า “ไม่มีใคร สามารถสอนคนอื่นได้ พระเจ้าเท่านั้น

ประวัติตนเอง

นายญัตติพงษ์ คงหนู อายุ19ปี จบจากโรงเรียนชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันเป็นนักศึกษาคณะครุศาสตร์สาขาวิชาภาษาไทยชั้นปีที่1มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช